เชือดไก่ให้ลิง (ทั้งประเทศ) ดู ? เมื่อประเด็นปลด ‘หมอสุภัทร’ ไม่ใช่แค่เรื่องของคนคนเดียว แต่คือสัญญาณเตือนถึงข้าราชการทั่วไทย

ข่าวความพยายามสั่งลงโทษไล่ออกหรือปลดออก นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ จากกรณีการจัดซื้อชุดตรวจ ATK ในช่วงวิกฤตโควิด ไม่ได้เป็นเพียงแรงสั่นสะเทือนในโรงพยาบาลจะนะ แต่คือนัยยะสำคัญที่ส่งสัญญาณเตือนภัยระดับสูงสุดไปยังข้าราชการ หมอ และคนทำงานหน้างานทั่วประเทศว่า… “ในยามวิกฤต จงอย่ากล้าตัดสินใจเกินหน้าที่ ถ้าไม่อยากมีจุดจบแบบนี้”

เมื่อความเร็วในการช่วยชีวิตกลายเป็นความผิด

หากย้อนกลับไปช่วงโควิดระบาดหนัก ทุกวินาทีคือความเป็นความตาย หลักการทำงานในตอนนั้นคือต้องทำให้คนรอดตายให้ได้มากที่สุด คนหน้างานจำเป็นต้องลดขั้นตอนเอกสารเพื่อแข่งกับเวลา (เช่น ปฏิบัติการแพทย์ชนบทบุกกรุง) เพื่อเซฟชีวิตคน

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้คือตลกร้าย เมื่อสงครามโรคระบาดจบลง ระบบราชการที่แข็งตัวกลับนำระเบียบในภาวะปกติมาใช้ตรวจสอบย้อนหลัง ผลลัพธ์คือคนทำงานที่เคยเป็นฮีโร่ช่วยชีวิตคนหลักพันหลักหมื่น กลับถูกชี้มูลความผิดกลายเป็น ผู้ทุจริตเพียงเพราะขั้นตอนไม่เป๊ะตามตำรา

บรรทัดฐานใหม่ที่ข้าราชการไทยต้องหนาว

กรณีนี้กำลังสร้างวัฒนธรรม Play Safe เซฟตัวเองไว้ก่อนให้ฝังรากลึกในระบบราชการไทย ต่อไปนี้ไม่ว่าคุณจะเป็นหมออยู่เชียงราย นายอำเภอที่อุบลฯ หรือปลัดเทศบาลที่กาญจนบุรี เมื่อเกิดภัยพิบัติที่ต้องแข่งกับเวลา ไม่ว่าจะโรคระบาด น้ำท่วมใหญ่ หรือไฟป่า เจ้าหน้าที่รัฐจะเลือก ‘ทำเท่าที่สั่ง’ หรือ ‘เกียร์ว่าง’ รอเอกสารครบก่อนค่อยช่วยคน

เพราะบทเรียนนี้สอนว่า การกล้าตัดสินใจหน้างานช่วยคนได้เป็นพัน แต่พลาดระเบียบพัสดุเพียงนิดเดียว มีค่าเท่ากับ โทษประหารในทางราชการคือถูกบีบให้ออก ปลดออก และตัดบำเหน็จบำนาญทั้งชีวิต แล้วใครจะกล้าเสี่ยง?

เบื้องลึกมติ4ต่อ3และนัยยะก่อนวันหย่อนบัตร

สิ่งที่ชวนให้สังคมตั้งคำถามที่สุดคือจังหวะเวลาและกระบวนการที่ดูเร่งรัดผิดปกติในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง

ข้อมูลล่าสุดเผยให้เห็นความไม่ชอบมาพากลในที่ประชุม อ.ก.พ. เมื่อวันที่ 22 ม.ค. 2569 ที่มีการแทรกวาระด่วนเข้ามา โดยกรรมการส่วนใหญ่ไม่เห็นเอกสารฉบับเต็ม ผลการลงมติเสียงแตกเป็น 3:3 (กรรมการสายข้าราชการกระทรวงฯ เห็นควรปลดออก VS กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก ไม่เห็นด้วย) จนประธานในที่ประชุมต้องใช้อำนาจชี้ขาด กลายเป็นมติ 4:3 เพื่อสั่งปลด

นัยยะนี้อาจตีความได้ว่า นี่คือผลพวงจากการที่หมอสุภัทรและทีมงาน ออกมาทวงถาม ‘เงินเยียวยาน้ำท่วม 49,500 บาท’ ให้ชาวหาดใหญ่ จนไปกระตุกหนวดเสือผู้มีอำนาจ นำมาสู่ปฏิบัติการทางกฎหมายเพื่อเตะตัดขาทางการเมือง สกัดไม่ให้เข้าสภาไปตรวจสอบการทุจริตหรือไม่?

สถานะล่าสุดเกมยังไม่จบ

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนความยุติธรรมจะยังทำงานในนาทีสุดท้าย เมื่อตัวแทนจาก ก.พ. (สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน) ที่ร่วมประชุมด้วย เห็นความผิดปกติและแย้งในที่ประชุม โดยขอนำเรื่องนี้ไปพิจารณาในคณะกรรมการชุดใหญ่ของ ก.พ. แทน ทำให้มติสั่งปลดของกระทรวงสาธารณสุข ‘ยังไม่มีผลสมบูรณ์’

สถานะปัจจุบันหมอสุภัทร “ยังไม่พ้นจากราชการ” และ “ยังมีคุณสมบัติครบถ้วน” ในการเป็นผู้สมัคร ส.ส. ในการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้

ท้ายที่สุด หากเราลองถอดแว่นตาทางการเมืองออก วางเรื่องขั้วอำนาจลง แล้วมองเหตุการณ์นี้ด้วยสายตาของประชาชนคนธรรมดาที่ต้องการเห็นความยุติธรรม… ลองพิจารณากันดูให้ถี่ถ้วนอีกครั้งว่าสถานการณ์นี้มันสมเหตุสมผลหรือไม่?

คนทำงานหนักช่วยชีวิตคนเมื่อปี 64 -> ถูกสอบสวนปี 66 -> และมาชี้ขาดลงโทษสูงสุดปี 69… “เพียง 15 วันก่อนเลือกตั้ง”

นี่ไม่ใช่เรื่องของการเข้าข้างใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นคำถามถึง ‘มาตรฐานความถูกต้อง’ ที่เราทุกคนต้องช่วยกันขบคิดว่า สังคมแบบไหนกันที่เราอยากอยู่? สังคมที่คนทำงานต้องคอยระแวงหลัง หรือสังคมที่ความตั้งใจดีได้รับการปกป้องอย่างตรงไปตรงมา

อ้างอิง

– ข้อมูลเปิดเผยจาก Facebook นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ (25 ม.ค. 2569)

__

#HatyaiConnext #CurioCity

#หาดใหญ่ #หมอสุภัทร #ระบบราชการไทย

#พรรคประชาชน #เลือกตั้ง69 #สุภัทรฮาสุวรรณกิจ