
หากเราย้อนนาฬิกากลับไปดูตัวเลขผลการเลือกตั้งปี 2566 และนำมาทาบทับกับสัญญาณจากผลโพลล่าสุดของปี 2569 ที่กำลังจะมาถึง เราจะพบ ‘ความผิดปกติทางสถิติ’ ที่น่าสนใจมหาศาล
สัญญาณเหล่านี้กำลังบอกเราว่า พฤติกรรมการกาบัตรของคนสงขลา ไม่ได้เป็นเส้นตรงแบบเดิมอีกต่อไป แต่มีความซับซ้อนในระดับ Strategic Voting หรือการเลือกตั้งเชิงยุทธศาสตร์ที่แยกขาดระหว่างศรัทธาในตัวบุคคลกับอุดมการณ์พรรคอย่างชัดเจน และที่น่าจับตาที่สุดคือพัฒนาการของ ขั้วความคิดใหม่ที่กำลังขยับจากแค่กระแสความนิยมในอากาศ ลงมาหยั่งรากลึกในสนามจริงอย่างมีนัยสำคัญ
บทเรียนจากปี66กับภาพลวงตาของชัยชนะ
เมื่อกางผลคะแนนจริงจาก กกต. ปี 2566 เราจะพบความจริงที่ซ่อนอยู่ภายใต้ชัยชนะของพรรคประชาธิปัตย์ แม้หน้าฉากจะสามารถกวาดที่นั่ง ส.ส. เขตไปได้ถึง 6 จาก 9 ที่นั่ง แต่เมื่อเจาะดูไส้ในจะพบปรากฏการณ์ ‘Split-Ticket Voting’ หรือการเลือกตั้งแบบแยกส่วนที่รุนแรงมาก
ในขณะที่คนสงขลาเลือก ส.ส. เขตจากบ้านใหญ่ที่คุ้นเคย ในบัตรบัญชีรายชื่อ หรือ Party List กลับเทคะแนนให้ ‘พรรคก้าวไกล’ (ณ ขณะนั้น) ชนะถล่มทลายในหลายเขตสำคัญ โดยเฉพาะในเขตเมืองอย่างเขต 2 และเขต 3 ที่ก้าวไกลกวาดคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ไปถึง 35.07% และ 29.90% ตามลำดับ ทิ้งห่างพรรคประชาธิปัตย์ที่หล่นไปอยู่อันดับ 3 อย่างน่าใจหาย
ตัวเลขนี้คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าพลังเงียบที่ต้องการความเปลี่ยนแปลงนั้นมีอยู่จริงและมีจำนวนมหาศาล เพียงแต่ในปีนั้นพวกเขายังเลือกที่จะประนีประนอมด้วยการแบ่งคะแนนให้คนทำงานเก่าแก่ในพื้นที่
ปี69กับนัยยะการเปลี่ยนแปลงที่ลึกกว่าเดิม
สิ่งที่ทำให้การเลือกตั้งปี 69 น่าสนใจยิ่งกว่าปี 66 คือการที่ ‘พรรคประชาชน’ (ร่างใหม่ของก้าวไกล) ไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นแชมป์ปาร์ตี้ลิสต์อีกต่อไป แต่กำลังยกระดับขึ้นมาท้าชิงในระบบเขต อย่างสมน้ำสมเนื้อ
ข้อมูลจากราชภัฏสงขลาโพลชี้ให้เห็นจุดเปลี่ยนสำคัญใน ‘เขต 2 หาดใหญ่’ ซึ่งเป็นพื้นที่ไข่แดงทางเศรษฐกิจ ที่ผู้สมัครจากพรรคประชาชนอย่าง ‘นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ’ มีคะแนนนิยมจี้ติดผู้สมัครดาวรุ่งจากประชาธิปัตย์อย่าง ‘นายจุรี นุ่มแก้ว’ เพียงแค่ปลายจมูก สถิตินี้สะท้อนว่ากระแสสีส้มในสงขลาได้ก้าวข้ามจากความนิยมฉาบฉวยมาสู่ ‘การยอมรับในตัวบุคคล’ หรือ Candidate Competency เรียบร้อยแล้ว
หากฐานเสียงคนรุ่นใหม่และชนชั้นกลางในหาดใหญ่ที่เคยเทคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ให้กว่า 30,000 คะแนนในปี 66 ยังคงเหนียวแน่นและตัดสินใจเทคะแนนเขตให้ด้วย นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่จะเปลี่ยนภูมิทัศน์การเมืองภาคใต้ไปตลอดกาล
การดิ้นรนของบ้านใหญ่และการย้ายค่ายมโหฬาร
ในขณะที่คลื่นใต้น้ำกำลังก่อตัว ฝั่งบ้านใหญ่ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เราจึงได้เห็นการย้ายค่ายครั้งใหญ่เพื่อความอยู่รอด โดยเฉพาะการที่ ‘พรรคภูมิใจไทย’ กลายเป็นบ้านหลังใหม่ของแชมป์เก่าหลายคน ตั้งแต่ ‘นายสรรเพชญ’ ในเขต 1 ‘นายสมยศ (โกถึก)’ ในเขต 3 รวมถึงอดีต ส.ส. พรรครวมไทยสร้างชาติอย่าง ‘นายศาสตรา ศรีปาน’ ในเขต 2 ที่พร้อมใจกันทิ้งเสื้อสีเดิมมาสวมเสื้อสีน้ำเงิน เพื่อผนึกกำลังสู้ศึกในนามค่ายใหญ่ ซึ่งผลโพลระบุว่าคะแนนนิยมส่วนตัวของพวกเขายังคงน่าจับตามอง
อย่างไรก็ตาม การกลับมาของ ‘นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ ก็เป็นปัจจัยบวกที่ทำให้แบรนด์ประชาธิปัตย์ฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้อย่างน่าตกใจ โดยนิด้าโพลระบุว่าคนสงขลากว่า 45.45% ยังพร้อมจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ในระบบบัญชีรายชื่อ และยกให้คุณอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ อันดับ 1 ที่ 40.67%
ระหว่างความทรงจำกับความจริง
การเลือกตั้ง 69 ของสงขลา จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่การกาบัตรตามความเคยชิน เป็นการปะทะกันระหว่างความทรงจำในอดีตหรือ Brand Loyalty ที่มีต่อพรรคประชาธิปัตย์ กับความเป็นจริงทางการเมืองใหม่ ที่พรรคประชาชนกำลังรุกคืบเข้ามายึดพื้นที่ทางความคิด ตัวเลขจากปี 66 เคยเตือนเราแล้วว่าอย่าดูแคลนพลังของคนรุ่นใหม่ แต่ตัวเลขปี 69 กำลังจะบอกเราว่า พลังนั้นได้เติบโตจนแข็งแกร่งพอที่จะล้มช้างในระบบเขตได้แล้วหรือไม่ คำตอบไม่ได้อยู่ที่หัวคะแนน แต่อยู่ที่ปลายปากกาของ Silent Voter ในคูหาเท่านั้น
Image Courtesy of Facebook Abhisit Vejjajiva
อ้างอิง
– NIDA Poll. (2569). เลือกตั้ง 69 ของคนสงขลา.
– Rajabhat Songkhla Poll. (2569). โค้งสุดท้ายการเมืองสงขลา. Thai PBS.
– สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.). (2566). ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป ปี 2566.
#HatyaiConnext #CurioCity #DataAnalysis
#เลือกตั้ง69 #เจาะลึกการเมืองสงขลา #บ้านใหญ่สงขลา #ประชาธิปัตย์ #พรรคประชาชน #ภูมิใจไทย