
มีคำกล่าวที่น่าสนใจในแวดวงสังคมวิทยาการเมืองไทยว่า "หากคุณเปลี่ยนใจคนใต้ได้ คุณก็เปลี่ยนประเทศไทยได้" ประโยคนี้ไม่ได้กล่าวเกินจริง ภาคใต้เปรียบเสมือนกลุ่ม Laggards เป็นกลุ่มที่เปลี่ยนใจยากที่สุด เมื่อใดที่กลุ่มนี้ตัดสินใจเปลี่ยน นั่นหมายความว่ากระแสความเปลี่ยนแปลงนั้นได้กลายเป็น ‘บรรทัดฐานใหม่’ ของสังคมไปแล้วอย่างสมบูรณ์
พาไปถอดรหัสผ่านทฤษฎีทางจิตวิทยาและสังคม ว่าเหตุใด ‘ความรักจริงของคนใต้’ จึงเป็นตัวแปรที่ทรงพลังที่สุด
กับดักความภักดีและต้นทุนทางใจ
ในมุมมองพฤติกรรมศาสตร์ คนใต้มีลักษณะที่เรียกว่า High Brand Loyalty หรือความภักดีต่อสิ่งที่ตนเลือกสูงมาก ปรากฏการณ์นี้อธิบายได้ด้วยทฤษฎีต้นทุนจมทางความรู้สึกและความไม่ลงรอยทางปัญญา
คนใต้มีวัฒนธรรมการให้ค่ากับคำว่า ‘ใจ’ และ ‘สัจจะ’ สูงมาก เมื่อตัดสินใจเชื่อหรือศรัทธาสิ่งใด พวกเขาไม่ได้ลงทุนแค่เหตุผล แต่ลงทุนด้วยตัวตนและศักดิ์ศรีลงไปเต็มร้อย การจะเปลี่ยนใจจึงยากกว่าคนภาคอื่น เพราะการยอมรับว่าสิ่งที่เคยเลือกนั้นผิดพลาดหรือต้องเปลี่ยนใหม่ เท่ากับเป็นการปฏิเสธตัวตนในอดีตของตัวเอง ดังนั้นหากวันหนึ่งคนใต้พร้อมใจกันเปลี่ยน นั่นแปลว่าหลักฐานความล้มเหลวของสิ่งเดิม ต้องชัดเจนรุนแรงมากพอที่จะทำลายกำแพงแห่งศักดิ์ศรีนี้ลงได้
กำแพงเพื่อนบ้านและวัฒนธรรมพวกพ้อง
สิ่งที่ทำให้โครงสร้างสังคมภาคใต้แข็งแกร่งเป็นพิเศษคือความเป็นปึกแผ่นภายในกลุ่ม สังคมคนใต้ไม่ได้อยู่แบบตัวใครตัวมัน แต่ผูกพันกันด้วยระบบเกลอที่เข้มข้น ยิ่งไปกว่านั้นคือวัฒนธรรมเพื่อนบ้านคือรั้วที่แข็งแรงที่สุด การตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ มักไม่ได้เกิดขึ้นในห้องนอน แต่เกิดขึ้นที่รั้วบ้านหรือวงน้ำชา หากใครคนหนึ่งริเริ่มความคิดที่แปลกแยกออกไป เขาไม่ได้เผชิญแรงต้านจากแค่ครอบครัว แต่ต้องตอบคำถามกับเครือข่ายสังคมรอบบ้านให้ได้ แรงกดดันทางสังคมนี้เองที่ทำหน้าที่เป็นระบบภูมิคุ้มกัน คอยสกัดกั้นชุดความคิดใหม่ๆ ไม่ให้แทรกซึมเข้ามาได้ง่ายๆ เว้นแต่ความคิดนั้นจะถูกยอมรับโดยหัวหน้ากลุ่มหรือผู้มีบารมีในระแวกนั้นเสียก่อน
การส่งต่อความเคารพจากรุ่นสู่รุ่น
อีกหนึ่งปัจจัยที่มองข้ามไม่ได้คือระบบอาวุโสที่ไม่ใช่แค่เรื่องอายุ การส่งต่อชุดความคิดผ่านความเคารพ ในครอบครัวคนใต้ ‘คำพูดของพ่อเฒ่าแม่เฒ่า’ หรือผู้นำตระกูล มักมีน้ำหนักดั่งคำประกาศิต เด็กใต้มักถูกสอนให้เคารพผู้ใหญ่ ห้ามเถียง ซึ่งนัยหนึ่งคือความกตัญญูที่งดงาม ตรงข้ามคือกลไกการ ‘ถ่ายทอดอุดมการณ์’ ที่แนบเนียนที่สุด ความเชื่อทางการเมืองหรือสังคมจึงมักถูกส่งต่อเป็นมรดกตกทอดจากปู่สู่พ่อ จากพ่อสู่ลูก การจะเปลี่ยน Mindset คนรุ่นใหม่จึงไม่ใช่แค่การต่อสู้กับข้อมูลข่าวสาร แต่คือการต่อสู้กับความเกรงใจและความรักที่มีต่อบุพการี การเปลี่ยนแปลงในภาคใต้จึงมักเกิดขึ้นอย่างช้าๆ เพราะต้องรอให้เกิดการผลัดใบของเจเนอเรชันอย่างแท้จริง
ระบบตรวจสอบความจริงผ่านสภากาแฟ
ทำไมสื่อกระแสหลักบางครั้งถึงเจาะคนใต้ไม่เข้า? เพราะภาคใต้มีระบบนิเวศการสื่อสารที่แข็งแกร่งมากคือวัฒนธรรมสภากาแฟ ซึ่งทำหน้าที่เป็นการยืนยันทางสังคมที่ทรงพลัง
ข้อมูลข่าวสารจะไม่ได้ไหลจากสื่อสู่คนโดยตรง แต่จะไหลผ่านผู้นำทางความคิดในวงสนทนา หากข่าวลือหรือนโยบายใหม่ถูกโยนลงไปในวง แล้วผู้นำความคิดในโต๊ะนั้นส่ายหน้า ข้อมูลนั้นจะตกไปทันที แต่ในทางกลับกัน หากเรื่องใดผ่านการรับรองจากฉันทามติของสภากาแฟ เรื่องนั้นจะกลายเป็นความจริงที่ถูกส่งต่ออย่างรวดเร็วและเข้มข้น ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงในภาคใต้จึงไม่เคยเกิดจากปัจเจก แต่เกิดจากฉันทามติของกลุ่มที่เคลื่อนตัวไปพร้อมกัน
เอกราชทางเศรษฐกิจสร้างอิสระทางความคิด
อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ Mindset คนใต้มีความเป็นเอกเทศสูง คือรากฐานทางเศรษฐกิจ ทฤษฎี Hierarchy of Needs ของมาสโลว์ช่วยอธิบายเรื่องนี้ได้ดี ในอดีตภาคใต้มีความมั่นคงทางอาหารและรายได้จากพืชเศรษฐกิจ (ยาง/ปาล์ม/ประมง) ทำให้ความต้องการพื้นฐานได้รับการตอบสนองได้ด้วยตัวเอง
เมื่อท้องอิ่มและพึ่งพาตัวเองได้ อิทธิพลจากส่วนกลางหรือนโยบายประชานิยมแบบแจกหว่าน จึงมีผลน้อยกว่าภาคอื่น คนใต้จึงมีพื้นที่ว่างในการตัดสินใจด้วย ‘อุดมการณ์’ หรือ ‘ความถูกใจส่วนตัว’ มากกว่าเรื่องปากท้องเพียวๆ ความเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่จะชนะใจคนใต้ จึงต้องไม่ใช่แค่เรื่องผลประโยชน์ระยะสั้น แต่ต้องตอบโจทย์เรื่องความยั่งยืนและความเคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์
โดมิโนตัวสุดท้ายกับการเปลี่ยน
บทสรุปที่ว่า "ภาคใต้เปลี่ยน ประเทศเปลี่ยน" อธิบายได้ดีที่สุดด้วยทฤษฎี The Tipping Point ของ Malcolm Gladwell ภาคใต้เปรียบเสมือนป้อมปราการด่านสุดท้ายของความเชื่อแบบเดิม
หากเปรียบประเทศไทยเป็นกระดานโดมิโน ภาคอื่นๆ อาจเปรียบเสมือนโดมิโนช่วงต้นที่ล้มง่ายตามกระแสลม แต่ภาคใต้คือโดมิโนตัวใหญ่ที่หนาและหนักที่สุด หากวันใดที่โดมิโนตัวนี้ล้มลงหรือเปลี่ยนทิศทาง ย่อมเป็นสัญญาณที่ยืนยันว่า ‘แรงลมแห่งการเปลี่ยนแปลง’ นั้น ทรงพลังมหาศาลจนไม่อาจต้านทานได้อีกต่อไป และสังคมไทยได้ก้าวข้ามเดินหน้าผ่านจุดสำคัญไปได้ไปแล้ว
อ้างอิง
– Cognitive Dissonance: Festinger, L. (1957). A Theory of Cognitive Dissonance
– Diffusion of Innovations: Rogers, E. M. (2003). Diffusion of Innovations
– Tipping Point: Gladwell, M. (2000). The Tipping Point: How Little Things Can Make a Big Difference
– Hierarchy of Needs: Maslow, A. H. (1943). A Theory of Human Motivation
– Two-step Flow of Communication: Katz, E., & Lazarsfeld, P. F. (1955). Personal Influence
#HatyaiConnext #SouthernMindset #Sociology #BehavioralScience
#สังคมคนใต้ #การเปลี่ยนแปลงสังคม #หาดใหญ่ #สงขลา #คนใต้ #ภาคใต้