
เช้าวันนี้ พระอาทิตย์เหนือท้องฟ้าบ้านเราขึ้นในองศาเดิม ร้านรวงเปิดประตูต้อนรับผู้คนด้วยวิถีชีวิตที่คุ้นเคย ทุกอย่างดูเหมือนดำเนินไปตามปกติ แต่ภายใต้ความเงียบสงบของเช้านี้ เชื่อว่าทุกคนสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนบางอย่างในความรู้สึก มันคือวันที่เราต้องถามตัวเองหน้ากระจกอย่างตรงไปตรงมาว่า เราพอใจกับภาพสะท้อนของเมืองนี้ ของประเทศนี้ ที่เห็นอยู่ตรงหน้าแล้วจริงๆ หรือ
ลึกๆ ในใจของหลายคนไม่ได้มีแค่ความหวังที่เปี่ยมล้น แต่มันเจือไปด้วยความไม่สนิทใจและความเหนื่อยล้าทางจิตวิญญาณ เราผ่านการเลือกตั้งมาหลายครั้ง เราเห็นคำสัญญาที่สวยหรูถูกลืมเลือนไปพร้อมกับสายฝน และเราก็เคยตื่นมาพบกับความว่างเปล่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเกิดเป็นกลไกป้องกันตัวเองที่คอยกระซิบบอกเราว่า อย่าหวังเยอะ เดี๋ยวจะเจ็บ หรือเลือกไปก็เหมือนเดิม ประเทศมันก็เป็นแบบนี้แหละ ความรู้สึกนี้ไม่ใช่เรื่องผิด และไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่มันคือบาดแผลตกค้างจากการถูกทำให้ผิดหวังซ้ำซาก จนเราเริ่มชินชากับความไม่ปกติ และยอมรับสภาพความเป็นอยู่แบบจำยอมโดยดุษณี
ธรรมชาติของมนุษย์ถูกออกแบบมาให้รักความมั่นคงและเกลียดความไม่แน่นอน เรามักติดอยู่ในกับดักความรู้สึกที่ว่าสิ่งที่เป็นอยู่ แม้จะไม่ดีที่สุด แต่มันก็ปลอดภัยที่สุดและคาดเดาได้ เราจึงมักลังเลที่จะก้าวออกจากจุดเดิม เพราะกลัวว่าก้าวต่อไปอาจจะแย่กว่าเก่า แต่คำถามที่โหดร้ายและจริงแท้ที่สุดสำหรับชาวหาดใหญ่และคนไทยทุกคนในวันนี้คือ ความปลอดภัยที่ว่านั้น มันมีอยู่จริง หรือเราแค่กำลังหลอกตัวเอง
ลองมองออกไปนอกหน้าต่าง มองดูเมืองที่เคยคึกคัก มองดูประเทศที่ควรจะไปได้ไกลกว่านี้ วันนี้เราเห็นตึกแถวที่ปิดตัวลงเงียบเชียบ เราเห็นเพื่อนฝูงต้องย้ายถิ่นฐานไปแสวงหาโอกาสในต่างแดน เราเห็นโครงสร้างพื้นฐานที่ทรุดโทรมตามกาลเวลา ขณะที่โลกภายนอกหมุนไปด้วยความเร็วสูง การหยุดอยู่กับที่ในโลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่ได้แปลว่ามั่นคง แต่มันคือการถอยหลังโดยสมบูรณ์แบบ การเปลี่ยนแปลงอาจดูน่ากลัวเสมอในตอนเริ่มต้น เหมือนการกระโดดลงไปในน้ำที่เราไม่รู้ความลึก แต่มันคือกฎธรรมชาติข้อเดียวที่ทำให้เผ่าพันธุ์และสังคมอยู่รอดมาได้จนถึงทุกวันนี้ การกอดอดีตไว้แน่นไม่เคยพาใครไปข้างหน้า มีแต่จะพาเราจมดิ่งลงไปพร้อมกับความทรงจำที่กินไม่ได้
วันนี้เราไม่ได้กาบัตรเพื่อหวังปาฏิหาริย์ชั่วข้ามคืน หรือหวังว่าตื่นมาพรุ่งนี้ถนนจะเรียบกริบ เศรษฐกิจจะพุ่งทะยานแบบกราฟแนวดิ่ง นั่นมันคือนิยาย แต่มันคือกาเพื่อส่งต่อไม้ผลัดแห่งความรับผิดชอบระหว่างรุ่นสู่รุ่น และซ่อมแซมโครงสร้างที่ผุพังให้คนรุ่นต่อไปได้เดินต่อได้สะดวกขึ้น
เรากาเพื่อคนรุ่นพ่อแม่ ให้เขามั่นใจได้ว่าในบั้นปลายชีวิต ระบบรัฐสวัสดิการและสาธารณสุขของประเทศนี้ จะดูแลเขาได้อย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่การสงเคราะห์ที่ต้องรอคอยความเมตตา หรือต้องพึ่งพาแต่ลูกหลานจนรู้สึกเป็นภาระ
เรากาเพื่อคนรุ่นเรา คนวัยทำงานที่แบกรับภาระภาษี ให้มีโอกาสทำมาหากินในกติกาที่ยุติธรรม ให้ธุรกิจรายย่อยไม่ต้องสู้กับทุนผูกขาดจนหมดลมหายใจ ให้ค่าแรงสอดคล้องกับค่าครองชีพ และให้หยาดเหงื่อจากการทำงานหนักของเราส่งผลลัพธ์ที่คุ้มค่า ไม่ใช่มลายหายไปกับระบบที่ตรวจสอบไม่ได้ และที่สำคัญที่สุด
เรากาเพื่อคนรุ่นลูก เพื่อหยุดปรากฏการณ์สมองไหล ให้พวกเขาไม่ต้องเติบโตมาแล้วตั้งคำถามด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจว่าทำไมบ้านเราถึงล้าหลังกว่าที่อื่น หรือต้องจำใจทิ้งแผ่นดินเกิดไปแสวงหาอนาคตที่อื่น เพียงเพราะบ้านนี้ไม่มีที่ยืนให้ความฝันของพวกเขา
มนุษย์อยู่ได้ด้วยความหวัง ไม่ใช่เพราะมันสวยงามดั่งทุ่งดอกไม้ แตเพราะความหวังคือเชื้อเพลิงชนิดเดียวที่ทำให้เรากล้าตื่นขึ้นมาสู้ต่อในวันพรุ่งนี้ หากปราศจากความหวัง สังคมก็ไม่ต่างอะไรกับนาฬิกาตายที่รอวันสนิมกินจนหยุดเดิน
เย็นวันนี้ เมื่อหีบเลือกตั้งปิดลง ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร จะเป็นฝ่ายที่คุณรักสุดหัวใจ หรือฝ่ายที่คุณไม่ได้เลือก หน้าที่ของเราในฐานะพลเมืองไม่ใช่แค่ผู้อาศัย คือการเรียนรู้ที่จะยอมรับบนพื้นฐานของกติกาที่ต้องตรวจสอบได้และบริสุทธิ์ยุติธรรม ประชาธิปไตยไม่ได้การันตีว่าเราจะได้คนดีที่สุดหรือเทวดามาปกครองเสมอไป แต่มันการันตีสิ่งที่มีค่ากว่านั้น คือเรามีสิทธิ์เปลี่ยนใจได้เสมอ และอำนาจสูงสุดเป็นของเราเสมอ
หากฝ่ายที่เราเลือกชนะ นั่นคือฉันทามติให้พวกเขาเข้าไปทำงานพิสูจน์ฝีมือ ภายใต้การจับตามองของเรา แต่หากฝ่ายที่เราเลือกแพ้ นั่นไม่ใช่จุดจบของโลก แต่มันคือสัญญาณเตือนให้กลับไปทบทวน ทำงานหนักขึ้น รับฟังมากขึ้น และนำเสนอสิ่งที่ดีกว่าในครั้งหน้า นี่คือความยุติธรรม คือวงจรที่สวยงามของการแข่งขันที่ทำให้สังคมพัฒนา ไม่มีใครผูกขาดความถูกต้องไว้เพียงผู้เดียว และไม่มีใครต้องเป็นผู้แพ้ตลอดกาลในระบอบนี้
ดังนั้น ก่อนจะเดินเข้าคูหาในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า ขอให้วางความกลัว ความลังเล ความชินชา และอคติทั้งมวลทิ้งไว้หน้าประตูคูหา แล้วหยิบปากกาขึ้นมาด้วยความเชื่อมั่น ไม่ใช่เชื่อในตัวนักการเมืองคนไหนเป็นพิเศษ แต่จงเชื่อในวิจารณญาณของตัวเอง เชื่อในอำนาจของหนึ่งเสียงในมือคุณ เสียงที่คนอื่นบอกว่าไม่มีค่า เสียงที่ใครบางคนพยายามบอกว่าเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ จงใช้ปากกาด้ามนั้นตะโกนกลับไปว่าคิดผิด
เพราะไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร อย่างน้อยที่สุด เมื่อตื่นขึ้นมาในเช้าวันจันทร์ เราจะมองตัวเองในกระจกและบอกได้เต็มปากด้วยความภูมิใจว่า เราได้ทำหน้าที่เจ้าของบ้านอย่างกล้าหาญและดีที่สุดแล้ว
ออกไปเลือกตั้งกัน เพื่อตัวเรา เพื่อคนข้างหลัง เพื่อหาดใหญ่ และเพื่อประเทศไทยที่จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
#HatyaiConnext #HatyaiConnextStatement
#เลือกตั้ง69