
ทำไมการปล้นคะแนนถึงเป็นจุดเริ่มต้นของจุดจบ ?
ในทางรัฐศาสตร์ มีงานวิจัยชิ้นสำคัญของ Kuntz & Thompson (2009) ที่ศึกษาปรากฏการณ์การล่มสลายของรัฐบาลเผด็จการแฝงรูปในเซอร์เบีย (2000) จอร์เจีย (2003) และยูเครน (2004) ซึ่งค้นพบความจริงที่น่าตกใจว่า สิ่งที่ทำให้ประชาชนลุกฮือจนล้มรัฐบาลได้สำเร็จ ไม่ใช่เพราะความยากจนหรือความกดขี่เพียงอย่างเดียว
แต่คือการโกงเลือกตั้ง (Stolen Elections) ที่ทำกันอย่างโจ่งแจ้ง จนกลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่หนักเกินกว่าใครจะแบกรับไหว
งานวิจัยชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่า การทุจริตในคูหาเลือกตั้งไม่ได้ทำให้รัฐบาลมั่นคงขึ้น กลับเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่เปลี่ยนความกลัวให้เป็นความกล้า และเปลี่ยนความนิ่งเฉยให้เป็นการต่อสู้ ผ่าน 4 ปัจจัยสำคัญที่เกิดขึ้นพร้อมกัน
ความตื่นตระหนกทางศีลธรรม
ตามปกติภายใต้ระบอบอำนาจนิยม ประชาชนมักอยู่ด้วยความหวาดกลัวหรือความเฉยชา การโกงเลือกตั้งมีอานุภาพทำลายล้างความกลัวนั้นเพราะมันสร้างสิ่งที่เรียกว่า Moral Shocks หรือความตื่นตระหนกทางศีลธรรม
การถูกขโมยคะแนนเสียงไม่ใช่แค่เรื่องทางการเมือง มันคือการดูถูกศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างรุนแรงที่สุด เมื่อประชาชนรู้สึกว่า “เสียงของฉันถูกปล้นไปต่อหน้าต่อตา” ความโกรธแค้นนี้จะแปรเปลี่ยนเป็นพลังทางศีลธรรมที่ทำให้คนธรรมดา ที่ไม่เคยคิดจะลุกออกจากบ้าน ตัดสินใจออกมาเพราะพวกเขารู้สึกว่ายอมไม่ได้อีกแล้ว
กลไกฝ่ายค้านที่พร้อมร่วม
ในช่วงเลือกตั้ง ฝ่ายค้านและภาคประชาสังคมได้สร้างเครือข่ายอาสาสมัคร ผู้สังเกตการณ์ และระบบหัวคะแนนเอาไว้อยู่แล้ว นี่คือโครงสร้างพื้นฐานของการต่อต้านที่แข็งแรงที่สุด
เมื่อเกิดการโกง พวกเขาไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่สามารถเปลี่ยนโหมดจากการหาเสียงมาเป็นการจับตาและตรวจสอบได้ทันที เครือข่ายเหล่านี้จะทำหน้าที่กระจายหลักฐานความผิดปกติและระดมคนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพกว่าช่วงเวลาปกติ
รอยร้าวในสถาบันอำนาจ
ปัจจัยที่สำคัญที่สุดและเกิดขึ้นยากที่สุดคือปรากฏการณ์ Regime Split หรือการที่ชนชั้นนำและกลไกรัฐเริ่มแตกแถว
เมื่อการ ’โกงแบบหน้าด้าน‘ เริ่มเกินขอบเขต จนความชอบธรรมของรัฐบาลหมดสิ้นไป ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ หรือแม้แต่คนในพรรครัฐบาลเองจะเริ่มเกิดความละอายหรือเริ่มลังเลที่จะทำตามคำสั่งปราบปรามประชาชน เพราะพวกเขาก็มีต้นทุนทางสังคมและต้องประเมินความเสี่ยงเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง หากคนเหล่านี้ตัดสินใจถอนตัวหรือย้ายข้าง กลไกการปราบปรามของรัฐจะกลายเป็นอัมพาตทันที
ทางตันที่บีบให้สู้
ในระบอบเผด็จการแฝงรูป (Electoral Authoritarianism) การเลือกตั้งมักถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมและเป็นท่อระบายความไม่พอใจของประชาชน
เมื่อรัฐบาลเลือกที่จะโกงแบบไม่เกรงใจใคร มันเท่ากับเป็นการส่งสัญญาณบอกประชาชนว่า ระบบปกติพึ่งไม่ได้แล้วและความหวังในการเปลี่ยนแปลงตามระบบเป็นศูนย์ เมื่อถูกบีบให้จนตรอก ประชาชนจึงเหลือทางเลือกเดียวคือการลุกขึ้นตอบโต้เพื่อล้มกระดาน เพราะถ้ายอมครั้งนี้ก็เท่ากับยอมตลอดไป
จากงานวิจัยนี้เตือนให้เห็นว่า การโกงเลือกตั้งอาจดูเหมือนเป็นทางลัดสู่อำนาจ ในความเป็นจริงมันคือการกดปุ่มทำลายตัวเองที่ทรงพลังที่สุด เพราะมันไปปลุกความกล้าหาญทางจริยธรรมของคนทั้งประเทศให้ตื่นขึ้นพร้อมกัน
ทฤษฎีสมคมคิดที่ชาวเน็ตไทยจะเปลี่ยนเป็นเรื่องจริงอันประจักษณ์หรือไม่ การซื้อเสียงอาจจะไม่มี แต่การซื้อหน่วยเลือกตั้งนั้นอาจไม่แน่
อ้างอิง
– Kuntz, P., & Thompson, M. R. (2009). More than Just the Final Straw: Stolen Elections as Revolutionary Triggers. Comparative Politics.
#HatyaiConnext
#StolenElections #การเมืองไทย #เลือกตั้ง69 #ประชาธิปไตย #อาชญากรรมทางเลือกตั้ง #ทฤษฎีรัฐศาสตร์ #กกต