ทฤษฎี 90 วันแห่งการลืมเลือน รอยน้ำท่วม คราบน้ำตา และจิตวิทยาความนิ่งนอนใจของชาวหาดใหญ่

วันนี้ครบ 90 วัน 3 เดือน หรือคือ 1 ไตรมาสพอดีนับจากจุดเริ่มต้นขั้นวิกฤตเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ในเมืองหาดใหญ่เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568

ภาพความวุ่นวายตอนตุนเสบียงและการอพยพรถหนีน้ำขึ้นที่สูง เริ่มเลือนหายไปจากหน้าฟีดโซเชียลมีเดียและวงสนทนาทั่วไป ความสงบที่กลับคืนมาทำให้คนในเมืองรู้สึกปลอดภัย พร้อมกับการก่อตัวของความนิ่งนอนใจ ในมิติทางจิตวิทยาสังคมสภาวะที่ดูเหมือนปกติแบบนี้ได้ซ่อนความเสี่ยงไว้เบื้องหลัง ทั้งยังส่งผลเสียต่อกระบวนการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติในอนาคตอย่างรุนแรง

เส้นโค้งแห่งการลบล้างความทรงจำ

ปรากฏการณ์ที่ความกลัวหายไปอย่างรวดเร็วภายใน 90 วัน อธิบายได้ด้วยทฤษฎีจิตวิทยาพฤติกรรม Amnesia Bias หรืออคติแห่งการลืมเลือน กลไกนี้ชี้ให้เห็นว่าสมองมนุษย์มีแนวโน้มจะตัดขาดจากความทรงจำด้านลบเพื่อรักษาสมดุลทางจิตใจ

เมื่อเข้าสู่วันที่ 90 ความทรงจำที่ยากลำบากตอนน้ำท่วมจะถูกลดระดับความสำคัญลงโดยอัตโนมัติ สภาพถนนที่แห้งสนิทและวิถีชีวิตที่กลับสู่จังหวะเดิม ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งให้การหลงลืมนี้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น พฤติกรรมความชะล่าใจแสดงออกผ่านการละเลยอุปกรณ์ป้องกันน้ำท่วมประจำบ้าน การเลิกติดตามสภาพอากาศผ่านข่าวหรือแอปพลิเคชัน ไปจนถึงการวนรถกลับไปจอดค้างคืนในพื้นที่เสี่ยงด้วยความเคยชินโดยปราศจากความกังวล

อคติแห่งความปกติสุข

ความสงบตลอด 1 ไตรมาสที่ผ่านมา นำไปสู่สภาวะการเสื่อมถอยของการรับรู้ความเสี่ยง งานวิจัยด้านพฤติกรรมศาสตร์ยืนยันว่า ความตื่นตัวของมนุษย์จะลดลงเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป ยิ่งห่างจากจุดเกิดเหตุมากเท่าไร ความระมัดระวังก็ยิ่งลดลงมากเท่านั้น

ความเชื่อมั่นว่าเหตุการณ์เลวร้ายจะไม่เกิดขึ้นซ้ำในเร็ววัน ทำให้ชาวเมืองหยุดวางแผนรับมือระยะยาว การตื่นตัวของภาคประชาชนมักจะเกิดขึ้นอีกครั้งก็ต่อเมื่อเห็นประกาศเตือนภัยเรื่องฝนครั้งใหม่ ความล่าช้าในการตระหนักรู้ส่งผลให้การบริหารความเสี่ยงระดับครัวเรือนล้มเหลว การปล่อยให้วิถีชีวิตดำเนินไปตามความเคยชินคือรอยรั่วขนาดใหญ่ของระบบการจัดการภัยพิบัติ

ภาพลวงตาและอคติสายตาสั้น

การปล่อยให้ความทรงจำร่วมทางสังคมเลือนหายไป ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ในระดับบุคคล สิ่งนี้ยังสร้างต้นทุนแฝงมหาศาลให้กับเมือง พฤติกรรมดังกล่าวสะท้อนภาพชัดเจนจากสิ่งที่เรียกว่าอคติสายตาสั้น ซึ่งอธิบายว่าคนส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายตรงหน้า พร้อมกับหลีกเลี่ยงการลงทุนเพื่อสร้างระบบป้องกันภัยในระยะยาว ชุมชนที่เผชิญภัยธรรมชาติซ้ำซากมักแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ควบคู่ไปกับการละเลยการปรับปรุงโครงสร้างที่อยู่อาศัยเพื่อแก้ปัญหาอย่างถาวร การยอมติดอยู่ในวงจรของการซ่อมแซมบ้านหลังน้ำลดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จึงกลายเป็นสิ่งที่ดูดกลืนค่าเสียโอกาสทางเศรษฐกิจของคนหาดใหญ่อย่างต่อเนื่อง

ยกระดับสู่วัฒนธรรมการเตรียมพร้อม

ช่วงเวลาที่ปราศจากภัยพิบัติ ควรถูกนำมาใช้เป็นโอกาสในการเสริมความแข็งแกร่งให้โครงสร้างของเมือง การก้าวผ่านข้อจำกัดของเวลา 3 เดือน จำเป็นต้องอาศัยการเปลี่ยนความทรงจำระยะสั้นให้กลายเป็น ‘วัฒนธรรมการเตรียมพร้อม’ ผ่านการถอดบทเรียน ออกแบบขั้นตอน และพูดคุยถึงแผนเผชิญเหตุอย่างสม่ำเสมอ พร้อมแผนการซักซ้อมอย่างจริงจังแบบเป็นรูปธรรม

การนำบทเรียนความสูญเสียในอดีตมาสร้างเป็นคู่มือเอาชีวิตรอดสำหรับวันนี้คือเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยลดความเสียหายเมื่อฤดูมรสุมรอบหน้ามาถึง การเปลี่ยนความกลัวที่ยังหลงเหลืออยู่ให้กลายเป็นระบบเตรียมความพร้อมที่เข้มแข็งคือวิธีที่จะทำให้เมืองก้าวผ่านทุกความเปลี่ยนแปลงได้อย่างยั่งยืน

อ้างอิง

– Meyer, R., & Kunreuther, H. (2017). The Ostrich Paradox: Why We Underprepare for Disasters

– Bubeck, P., Botzen, W. J. W., & Aerts, J. C. J. H. (2012). A Review of Risk Perceptions and Other Factors that Influence Flood Mitigation Behavior

– Sutton, J., & Tierney, K. (2006). Disaster Preparedness: Concepts, Guidance, and Research

#HatyaiConenxt #CurioCity

#ทฤษฎี90วัน #น้ำท่วมหาดใหญ่ #ภัยพิบัติ

#การจัดการความเสี่ยง #หาดใหญ่