Urban Uncertainty ฝนตก รถติด ชีวิตเดาไม่ได้ โลกผันผวน เมืองไม่แน่นอน แล้วหาดใหญ่จะเดินไปทางไหน?
คุณเคยรู้สึกไหมว่าการใช้ชีวิตในเมืองบางครั้งก็เหมือนการเดินอยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีแผนที่นำทาง? วันนี้ฝนตกหนักน้ำจะท่วมถนนหน้าบ้านไหม พรุ่งนี้บ่อขยะจะไฟไหม้อีกหรือเปล่า เศรษฐกิจปีหน้าจะเป็นอย่างไร หรือแม้แต่ทางเท้าที่เดินอยู่ทุกวันจะถูกขุดเจาะเมื่อไหร่ สิ่งเหล่านี้คือภาพสะท้อนของปรากฏการณ์ Urban Uncertainty หรือ ‘สภาวะความไม่แน่นอนของเมือง’ ซึ่งกำลังกลายเป็นความท้าทายใหญ่ของมหานครทั่วโลก
เมืองที่ไม่แน่นอนคืออะไร?
เมืองที่ไม่แน่นอน ไม่ได้หมายถึงแค่เมืองที่มีสภาพอากาศแปรปรวน แต่คือเมืองที่ระบบโครงสร้างพื้นฐาน นโยบายสาธารณะ และทิศทางเศรษฐกิจ ‘คาดเดาไม่ได้’ ขาดความสม่ำเสมอ และไม่มีความชัดเจน เป็นเมืองที่ทำงานแบบตั้งรับ (Reactive) มากกว่าการวางแผนเชิงรุก (Proactive) เมื่อเกิดวิกฤตแต่ละครั้ง ระบบของเมืองจะชะงักและใช้เวลานานกว่าจะฟื้นตัวกลับมาสู่สภาวะปกติ
UrbanAnxietyสภาวะใจสลายของคนเมือง
ความไม่แน่นอนส่งผลกระทบโดยตรงต่อจิตวิทยาของผู้อยู่อาศัย เมื่อคนในเมืองไม่สามารถคาดเดาพรุ่งนี้ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือสภาวะ Hyper-vigilance หรือการตื่นตัวและระแวดระวังภัยอยู่ตลอดเวลา พลังงานชีวิตที่ควรถูกนำไปใช้สร้างสรรค์นวัตกรรมหรือพัฒนาศักยภาพตัวเอง กลับต้องถูกนำมาใช้เพื่อเอาชีวิตรอดไปวันๆ
ในมิติทางเศรษฐกิจ ความไม่แน่นอนทำให้เกิดความหวาดระแวง (Lack of Trust) นักลงทุนไม่กล้าลงทุนระยะยาว คนรุ่นใหม่ไม่กล้าลงหลักปักฐาน ท้ายที่สุดเมืองจะสูญเสียพลเมืองที่มีศักยภาพ เพราะผู้คนต่างแสวงหาเมืองที่มอบความรู้สึกปลอดภัยและมั่นคงให้กับชีวิตของพวกเขาได้มากกว่า
ต้นตอของความผันผวน
ความไม่แน่นอนของเมืองมักเกิดจากรากฐานสำคัญหลายประการ เริ่มตั้งแต่การรวมศูนย์อำนาจ (Centralized Planning) หรือการวางแผนจากบนลงล่างที่มองไม่เห็นบริบทจริงของพื้นที่ ทำให้การแก้ปัญหาไม่ตรงจุดและล่าช้า ผนวกกับการมีเศรษฐกิจเครื่องยนต์เดียว (Single-Engine Economy) หรือเมืองที่พึ่งพารายได้จากแหล่งเดียว เช่น พึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มเดียว เมื่อเกิดปัจจัยภายนอกมากระทบ เศรษฐกิจของเมืองจึงพังทลายลงทันที นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเรื่องโครงสร้างพื้นฐานที่หมดอายุจากการใช้ระบบสาธารณูปโภคหรือผังเมืองที่ออกแบบมาเมื่อหลายสิบปีก่อน ซึ่งไม่สามารถนำมารับมือกับวิกฤตความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศในยุคปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกต่อไป
จากสภาวะคาดเดาไม่ได้สู่เมืองที่ยืดหยุ่น
โซลูชันของการแก้ปัญหานี้ ไม่ใช่การสร้างเมืองที่ไม่มีวันเกิดวิกฤต (เพราะเป็นไปไม่ได้) แต่คือการสร้าง Urban Resilience หรือ ‘ความยืดหยุ่นของเมือง’ ซึ่งหมายถึงความสามารถของเมืองในการรับแรงกระแทก ยืดหยุ่น และเด้งกลับจากวิกฤตได้อย่างรวดเร็ว กุญแจสำคัญของการสร้างความยืดหยุ่นไม่ได้อยู่ที่ภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่อยู่ที่ Civic Empowerment (การเสริมพลังพลเมือง) เมื่อโครงสร้างหลักคาดเดาไม่ได้ ชุมชนต้องมีเครื่องมือในการจัดการตัวเอง
ตัวอย่างที่ใกล้ตัวคนไทยที่สุดคือการเกิดขึ้นของแพลตฟอร์มอย่าง Traffy Fondue ที่เปลี่ยนสมาร์ตโฟนของคนธรรมดาให้กลายเป็นหูเป็นตาของเมือง หรือสำหรับหาดใหญ่ ภาพที่ชัดเจนคือการที่ภาคประชาชนสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังผ่านกลุ่ม LINE เพื่ออัปเดตระดับน้ำแบบเรียลไทม์ในช่วงฤดูมรสุม ทำให้ชุมชนรับรู้และเตรียมตัวได้เร็วกว่าการรอประกาศจากทางการ การนำเทคโนโลยีพื้นฐานมาใช้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าคือความยืดหยุ่นที่แท้จริง
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แนวคิดที่เพ้อฝัน เพราะหากดูกรณีศึกษาที่ทรงพลังอย่าง ‘ไต้หวัน’ ในช่วงวิกฤตโควิด-19 กลุ่มประชาชนและโปรแกรมเมอร์อาสาสมัครได้รวมตัวกันสร้างแผนที่หน้ากากอนามัยแบบเรียลไทม์ให้คนทั้งประเทศใช้เช็กสต็อกหน้ากาก เพื่อลดความตื่นตระหนกและแก้ปัญหาการกักตุนได้สำเร็จ นี่คือบทพิสูจน์ว่าเมื่อคนในเมืองเชื่อมโยงข้อมูลกันเอง พลังของคนธรรมดาก็สามารถสร้างระบบที่ช่วยให้เมืองเอาตัวรอดจากวิกฤตได้
หาดใหญ่กับก้าวต่อไปในโลกที่ผันผวน
หากมองกลับมาที่ ‘หาดใหญ่’ เมืองของเราคุ้นเคยกับความไม่แน่นอนมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่วิกฤตอุทกภัยครั้งใหญ่ ความผันผวนของค่าเงิน เศรษฐกิจชายแดน ไปจนถึงโรคระบาด สิ่งหนึ่งที่พิสูจน์ให้เห็นเสมอคือ ‘ดีเอ็นเอของคนหาดใหญ่’ ที่มีความยืดหยุ่นสูงมาก เมื่อระบบไม่เอื้ออำนวย ภาคประชาชนและภาคธุรกิจมักจะเป็นผู้ลุกขึ้นมาประสานรอยรั่วเหล่านั้นด้วยตัวเองเสมอ
การรวมตัวกันเพื่อผลักดันโปรเจกต์ใหม่ๆ การดึงงานเทศกาลระดับโลก การสร้างอัตลักษณ์ใหม่ผ่านงานออกแบบและพหุวัฒนธรรมทางอาหาร รวมถึงการใช้เครื่องมือทางเทคโนโลยีมาแก้ปัญหาเมือง ล้วนเป็นจิ๊กซอว์สำคัญในการกระจายความเสี่ยงและสร้างภูมิคุ้มกันให้เมือง
อนาคตของหาดใหญ่ไม่ใช่การรอคอยความแน่นอนจากฟ้าฝนหรือนโยบายส่วนกลาง แต่คือการร่วมกันสร้าง ‘Ecosystem ของความร่วมมือ’ ที่แข็งแกร่งพอ เมื่อชุมชนเข้มแข็ง มีข้อมูล มีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ไม่ว่าความไม่แน่นอนรูปแบบไหนจะเข้ามาคุกคาม หาดใหญ่ก็พร้อมที่จะรับมือ ปรับตัว และก้าวต่อไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง
อ้างอิง
– Vale L J (2014) The politics of resilient cities: whose resilience and whose city?
– Meerow S (2016) Defining urban resilience: A review