สภาวะ Burnout ปรากฏการณ์ทางอาชีพของคนทำงานในวันที่ต้องรับบทเดอะแบก
หลายคนอาจเคยเข้าใจว่าภาวะหมดไฟหรือ Burnout เป็นเพียงความอ่อนแอส่วนบุคคลหรือความไม่อดทนต่อความยากลำบาก แต่ในความเป็นจริง องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ลบภาพจำนั้นทิ้งไป โดยประกาศให้ภาวะนี้เป็นปรากฏการณ์ทางอาชีพ (Occupational Phenomenon) ที่เกิดจากความเครียดเรื้อรังในที่ทำงานซึ่งไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในเมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่เคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วตลอดเวลาอย่างหาดใหญ่ ที่ซึ่งทุกคนต้องตื่นตัวเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจ และการแข่งขันของที่นี่ก็เริ่มต้นอย่างเคี่ยวกรำตั้งแต่การศึกษา จนบางครั้งเมืองก็อาจเผลอสูบพลังงานจากผู้คนไปจนโดยไม่รู้ตัว
SandwichGenerationเมื่อภาระหนักกว่ารายได้
เบื้องหลังความเหนื่อยล้าทางอารมณ์นี้ไม่ได้มีเพียงแค่เรื่องของปริมาณงาน แต่เกิดจากโครงสร้างทางสังคมที่กดทับ โดยเฉพาะในคนวัยทำงานจำนวนมากที่กำลังติดอยู่ในสภาวะเดอะแบกในฐานะ Sandwich Generation ที่ต้องดิ้นรนสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้ตัวเอง พร้อม ๆ กับต้องดูแลทั้งบุตรหลานและผู้สูงอายุในยุคสังคมสูงวัย
เมื่อค่าครองชีพพุ่งสูงแต่รายได้ไม่สอดคล้อง การทำงานจึงเปลี่ยนสถานะจากการไขว่คว้าความสำเร็จ กลายเป็นโหมดเอาชีวิตรอด ซึ่งเร่งให้พลังงานใจมอดดับลงอย่างรวดเร็วเพราะความไม่สมดุลระหว่างความทุ่มเทและผลตอบแทน
มายาคติที่บีบให้เราห้ามอ่อนแอ
นอกเหนือจากมิติทางเศรษฐกิจ อีกหนึ่งปัจจัยที่บั่นทอนพลังใจคือวาทกรรมสู้ชีวิต และกับดักความเข้มแข็งมายาคติในสังคม โดยเฉพาะในเมืองแห่งการค้าและการแข่งขันสูงอย่างหาดใหญ่ สังคมมักเชิดชูและโรแมนติไซส์ภาพของคนที่ทำงานหนักจนไม่มีเวลาพัก หรือคนตัวเล็กตัวน้อยที่ต้องกัดฟันสู้เอาชีวิตรอดจากทุกมรสุม แม้ความอดทนจะเป็นเรื่องน่ายกย่อง แต่การสร้างบรรทัดฐานว่า ‘ห้ามท้อ ต้องสู้ต่อให้ได้’ กลับกลายเป็นแรงกดดันมหาศาลที่บีบบังคับให้คนทำงานไม่กล้าอนุญาตให้ตัวเองอ่อนแอ
เมื่อผู้คนถูกสภาพแวดล้อมบังคับให้ต้องแบกรับความคาดหวังและเร้นความเหนื่อยล้าเอาไว้ภายใต้รอยยิ้ม ร่างกายและจิตใจที่ถูกใช้งานเกินขีดจำกัดจึงนำไปสู่การแตกสลายจากภายในอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เส้นเบลอๆสู่การสูญเสียแรงงาน
อีกหนึ่งตัวการสำคัญคือวัฒนธรรมการทำงานในยุคดิจิทัลที่ขีดเส้นแบ่งระหว่างเวลางานและเวลาพักผ่อนจนเบลอ เทคโนโลยีทำให้เราเชื่อมต่อกันได้ตลอดเวลา แต่มันกลับพรากสิทธิในการตัดการเชื่อมต่อไปจากชีวิต เมื่อสมองต้องสแตนด์บายรอรับข้อความเรื่องงานตลอด 24 ชั่วโมง ความรู้สึกชาชิน ห่างเหิน และการมองไม่เห็นคุณค่าในสิ่งที่ทำจึงก่อตัวขึ้น นำไปสู่การลาออกเงียบ (Quiet Quitting) หรือการสูญเสียบุคลากรที่มีศักยภาพไปจากระบบในที่สุด
การแก้ไขภาวะหมดไฟจึงไม่สามารถจบลงได้ด้วยการบอกให้พนักงานลาพักร้อนไปชาร์จแบต เพราะเมื่อกลับมาเจอระบบงานแบบเดิมและสภาวะเมืองเช่นเดิม ไฟก็จะมอดลงอีกครั้ง
ทางออกที่ยั่งยืนจึงต้องอาศัยการสร้างความยืดหยุ่นและการฟื้นสภาพ (Resilience) ไปพร้อมกัน ทั้งในระดับองค์กรที่ต้องปรับโครงสร้างภาระงานให้เป็นธรรม เคารพเวลาพักผ่อน และในระดับเมืองที่ต้องหันมาออกแบบพื้นที่สาธารณะให้โอบรับวิถีชีวิตผู้คน เพื่อให้เมืองสามารถเป็นพื้นที่ซ่อมสร้างพลังใจ ให้คนทำงานก้าวเดินต่อไปได้ด้วยไฟในใจ
อ้างอิง
– Sandwich Generation กับการดูแลคนหลายรุ่น. (2567). สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ.
– Burn-out an “occupational phenomenon”: International Classification of Diseases. (2019). World Health Organization.