ทำไมแค่เห็นคำว่า ‘เตือน’ ใจก็สั่น? เข้าใจภาวะ Flood Trauma แผลทางใจที่น้ำลด แต่ความกลัวไม่ลด

ช่วงนี้ท้องฟ้าหาดใหญ่มืดครึ้มอีกครั้ง พร้อมกับข่าวแจ้งเตือนสภาพอากาศช่วงส่งท้ายปีที่เด้งขึ้นมาหน้าฟีดโซเชียลมีเดียถี่ขึ้น หลายคนยอมรับว่าทันทีที่เห็นคำว่า เตือน! – ด่วน! หรือเห็นภาพกราฟิกพายุ หัวใจจะเริ่มเต้นแรง มือเย็น หรือรู้สึกหวิวๆ ในท้อง ทั้งที่น้ำยังไม่ทันมา

ก่อนที่จะโทษตัวเองว่า “คิดมากไปหรือเปล่า” หรือ “ขี้ขลาดเกินไปไหม” อยากให้รู้ว่าในทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ อาการที่เป็นอยู่ คือเรื่องปกติของมนุษย์ที่ผ่านภัยพิบัติมา มันมีชื่อเรียกทางจิตวิทยา และมีคำอธิบายทางสมองรองรับชัดเจน

เมื่อร่างกายจดจำความเจ็บปวด ในทางจิตวิทยาเรียกภาวะนี้ว่า Natural Disaster Trauma หรือความบอบช้ำทางใจจากภัยพิบัติ งานวิจัยจาก University of York และ National Centre for Social Research (UK) พบว่าผู้ประสบภัยน้ำท่วมมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเครียด วิตกกังวล และ PTSD สูงกว่าคนทั่วไปถึง 9 เท่า แม้เหตุการณ์จะผ่านไปแล้วหลายปี

เกิดอะไรขึ้นในสมองคนหาดใหญ่

ปกติสมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) จะทำหน้าที่คิดวิเคราะห์ด้วยเหตุผล แต่เมื่อเราเคยผ่านเหตุการณ์เฉียดตายหรือสูญเสียจากน้ำท่วม สมองส่วน อมิกดาล (Amygdala) ซึ่งเป็นศูนย์ควบคุมความกลัว จะทำหน้าที่เหมือนเครื่องตรวจจับควันที่ไวเกินเหตุ

ทันทีที่เห็นคำว่า “ท่วม” หรือได้ยินเสียงฝนตกหนัก (Trigger) อมิกดาลาจะสั่งการทันทีว่า ‘อันตราย’ โดยไม่รอให้สมองส่วนเหตุผลตรวจสอบข้อมูลว่าจริงหรือไม่ ผลคือร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกมาทันที ทำให้เราแพนิค นอนไม่หลับ และอ่อนไหวง่าย

กับดักของคำเตือน

ในยุคโซเชียลมีเดีย การพาดหัวข่าวที่ใช้คำกระตุ้นอารมณ์ เช่น “หาดใหญ่จมแน่” “ระวังท่วมหนัก” หรือการใช้เครื่องหมายตกใจเยอะๆ (!!!!!!) เปรียบเสมือนการส่งสัญญาณไปกระตุ้นอมิกดาลาซ้ำๆ

เมื่อสมองถูกกระตุ้นให้ตื่นตระหนกบ่อยๆ แต่ภัยไม่ได้เกิดขึ้นจริง (หรือเกิดขึ้นน้อยกว่าที่คิด) จะเกิดภาวะ “ความเหนื่อยล้าจากการตื่นตัว” (Alert Fatigue) ทำให้เราเครียดสะสมโดยไม่รู้ตัว และที่แย่กว่านั้นคือ เมื่อถึงเวลาที่ภัยมาจริงๆ เราอาจจะหมดแรง หรือเลือกที่จะเพิกเฉยเพราะคิดว่าเป็นข่าวลวงอีกเหมือนเคย

วิธีรับมือต้องเปลี่ยนจาก ‘ตระหนก’ เป็น ‘ตระหนัก’ เราห้ามฝนตกไม่ได้ และห้ามพาดหัวข่าวไม่ได้ แต่เราฝึกสมองให้รับมือได้ เพื่อให้ช่วงสิ้นปีนี้ผ่านไปอย่างราบรื่น วิธีคือ

1. จำกัดวงข้อมูล ในช่วงที่จิตใจอ่อนไหว ให้เลือกติดตามข่าวจาก Official Source หรือแหล่งข้อมูลทางการแค่ 1-2 แหล่งเท่านั้น เช่น เพจเทศบาลนครหาดใหญ่ (ซึ่งปัจจุบันมีการปรับปรุงระบบการสื่อสารให้รวดเร็ว แม่นยำ และชัดเจนขึ้นกว่าเดิมพอสมควร) เว็บไซต์ Hat Yai City Climate ประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา หรือเช็กแนวโน้มฝนด้วยตัวเองผ่านแอปพลิเคชัน Windy เพื่อเห็นภาพรวม เลี่ยงการเสพข่าวลือหรืออ่านคอมเมนต์ที่คาดเดากันเองจนเกินพอดี

2. ตรวจสอบก่อนเชื่อ เมื่อเห็นโพสต์ที่ทำให้ตกใจ ให้ถามตัวเองก่อนว่า ใครเป็นคนโพสต์? มีข้อมูลอ้างอิงไหม? หรือ “เป็นภาพเก่าเล่าใหม่หรือเปล่า? การดึงสติกลับมาเช็คข้อมูล จะช่วยเรียกสมองส่วนเหตุผลให้กลับมาทำงาน และลดความทำงานของต่อมความกลัวลง

3. เปลี่ยนความกังวลเป็นการลงมือทำ ถ้ากังวลมากให้นำพลังงานนั้นไปใช้ในการเตรียมพร้อม เช่น ยกของขึ้นที่สูง จัดกระเป๋าฉุกเฉิน หรือเช็คสภาพรถ การได้ลงมือทำอะไรบางอย่างจะทำให้สมองรู้สึกว่า เราควบคุมสถานการณ์ได้ (Sense of Control) และความเครียดจะลดลง

ความกลัวไม่ใช่ศัตรู แต่เป็นสัญญาณเตือนให้เรารอดชีวิต การที่รู้สึกกลัว แปลว่าสัญชาตญาณความปลอดภัยยังทำงานได้ดีเยี่ยม เพียงแต่เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันอย่างสมดุล ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด แต่ไม่ต้องเกาะติดจนเสียสุขภาพจิต ให้โอกาสตัวเองได้พักหายใจ และเชื่อมั่นว่า ไม่ว่าฝนจะตกหนักแค่ไหน เราได้เตรียมพร้อมรับมือไว้อย่างดีที่สุดแล้ว ด้วยความห่วงใยและเข้าใจ จากเพื่อนชาวหาดใหญ่ด้วยกัน

อ้างอิง

– Graham, H., et al. (2019). The mental health impacts of flooding: a systematic review. University of York / National Centre for Social Research.

– Van der Kolk, B. (2014). The Body Keeps the Score: Brain, Mind, and Body in the Healing of Trauma.

– American Psychological Association (APA). (n.d.). Managing traumatic stress: After a natural disaster

__

#HeartYaiComeback #HugHeartYai

#CurioCity #HatyaiConnext