มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ป้อมปราการทางปัญญา และ ‘Humanware’ ที่ขาดไม่ได้ในสมการแก้น้ำท่วมหาดใหญ่

เมื่อพูดถึงการแก้ปัญหาน้ำท่วมหาดใหญ่ สายตาของสังคมมักจับจ้องไปที่ ‘Hardware’ ขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นคลองระบายน้ำ เครื่องสูบน้ำยักษ์ หรือแก้มลิงคอนกรีต

แต่ในทุกวิกฤตที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน สิ่งที่ทำให้หาดใหญ่รอดพ้นความโกลาหลมาได้ หรือฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ไม่ใช่แค่เรื่องของปูนและเหล็ก แต่คือ ‘Software’ ที่ทรงพลังที่สุดที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง นั่นคือ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.)

หากเราวิเคราะห์โครงสร้างการรับมือภัยพิบัติของหาดใหญ่ เราจะพบว่า ม.อ. ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงสถานศึกษา แต่คือ ‘Strategic Hub’ (ศูนย์กลางยุทธศาสตร์) ที่ทำหน้าที่ปิดช่องโหว่ของการทำงานภาครัฐ และเป็นกุญแจดอกสำคัญที่ไขคลี่คลายสถานการณ์วิกฤตด้วย 4 กลไกสำคัญ

คลังสมองศูนย์ข้อมูลและฐานปฏิบัติการลมหายใจ

ม.อ. ทำหน้าที่เป็นทั้ง ‘สมอง’ และ ‘หัวใจ’ ของเมือง ผ่านการทำงานที่สอดประสานกัน การบูรณาการข้อมูลที่รอบด้าน ม.อ. ทำหน้าที่เป็น ‘Academic Platform’ ที่ระดมสมองผู้เชี่ยวชาญมาช่วยสอบทานข้อมูล (Cross-check) สนับสนุนการตัดสินใจของภาครัฐให้แม่นยำที่สุด

นอกจากนี้ยังมี ‘PSU Broadcast’ ที่ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางคนสำคัญในการ ‘แปลไทยเป็นไทย’ ย่อยข้อมูลวิชาการยากๆ ให้กลายเป็นข่าวสารที่เข้าใจง่ายและเชื่อถือได้ เพื่อสื่อสารไปยังประชาชนลดความตื่นตระหนก (Panic Control) และกลายเป็นหนึ่งในช่องทางหลักที่ชาวหาดใหญ่รอฟังมากที่สุดในช่วงวิกฤต

ตัดภาพไปที่ ‘โรงพยาบาลสงขลานครินทร์’ คือสมรภูมิรักษาชีวิต แพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ จะรวมตัวกันประจำการตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อ Operate ระบบดูแลคนไข้ให้ไหลลื่นที่สุด (Patient Flow) รองรับทั้งคนไข้เดิมและคลื่นผู้ป่วยหนักที่ถูกส่งต่อ (Refer) มาจากโรงพยาบาลรอบนอกที่ถูกน้ำท่วม นี่คือป้อมปราการสุดท้ายทางสาธารณสุขที่ไม่เคยหยุดทำงานแม้แต่วินาทีเดียว

การเปลี่ยนพื้นที่เรียนเป็นพื้นที่รอด

ศักยภาพของ ม.อ. ไม่ใช่แค่เรื่องชัยภูมิที่ตั้งอยู่สูง แต่คือความสามารถในการ ‘ปรับเปลี่ยนฟังก์ชัน’ (Space Adaptation) ของอาคารสถานที่ให้ตอบโจทย์วิกฤตได้ทันที

โถงใต้อาคาร (Open Ground Floor) ที่เคยเป็นเพียงโถงโล่งหรือที่นั่งพักผ่อนสำหรับนักศึกษา ถูกเปลี่ยนสภาพชั่วคราวให้เป็น ‘คลังเสบียงและศูนย์กู้ชีพ’ (Logistics Hub) รองรับภูเขาสิ่งของบริจาค อาหารแห้ง และเป็นจุดพักอุปกรณ์กู้ภัย เรือท้องแบน เครื่องปั่นไฟ เพื่อให้ง่ายต่อการขนย้ายและกระจายออกสู่พื้นที่ประสบภัยได้อย่างรวดเร็ว

ลานจอดรถถูกเปลี่ยนหน้าที่จากที่จอดรถอาจารย์และนักศึกษา ให้กลายเป็น ‘ลานพักพิงยานพาหนะ’ ของชาวเมืองนับหมื่นคันที่หนีน้ำขึ้นมา

ศูนย์กีฬา (Sport Complex) ถูกเปลี่ยนสภาพจากสนามแข่ง เป็น ‘Mega Shelter’ หรือศูนย์พักพิงขนาดยักษ์ พื้นที่ลานกว้างกลายเป็นจุดคัดกรองและที่นอน ห้องน้ำนักกีฬารองรับผู้ประสบภัยนับพัน นี่คือการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างชาญฉลาด

พลังอาสาสมัครลูกพระบิดาผู้เปลี่ยนความโกลาหลให้เป็นระบบ

นี่คือปัจจัยที่สำคัญที่สุดและทดแทนไม่ได้ คือพลังของ ‘Humanware’ หรืออาสาสมัครนักศึกษาและบุคลากร ที่ทำหน้าที่ใน 2 ระยะสำคัญ

ระยะวิกฤต (Crisis Management) : ทันทีที่ศูนย์พักพิงเปิดรับคนนับพัน นักศึกษากลายร่างเป็น ‘ผู้จัดการระบบ’ ทันที ทั้งการจัดระเบียบลงทะเบียนผู้ประสบภัย การบริหารจัดการจราจรในพื้นที่จอดรถหนีน้ำ การจัดคิวแจกอาหาร และดูแลความเป็นอยู่ของผู้คนในศูนย์พักพิง เปลี่ยนความโกลาหลหน้างานให้กลายเป็นระเบียบ เพื่อให้ทุกคนอยู่รอดปลอดภัย

ระยะฟื้นฟู (Post-Flood Recovery) : เมื่อน้ำลด บทบาทของพวกเขาจะเปลี่ยนไปสู่ภารกิจกู้เมือง ตัวอย่างที่ชัดเจนคือกิจกรรม ‘Hatyai Rise Up’ ที่เหล่านักศึกษาจะวางปากกาแล้วจับไม้กวาด เดินเท้าออกจากรั้วมหาวิทยาลัยเข้าสู่ชุมชน เพื่อช่วยชาวบ้านขัดล้างคราบโคลนตมและทำความสะอาดถนนหนทาง ฟื้นคืนสภาพเมืองให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

การส่งไม้ต่อให้มูลนิธิกระจกเงา

บทบาทของ ม.อ. ไม่ได้จบลงเมื่อน้ำแห้ง แต่ยังทำหน้าที่เป็นข้อต่อที่สำคัญในช่วงการฟื้นฟูเมือง (Recovery Phase) โดยการเปิดพื้นที่ให้มืออาชีพตัวจริงอย่าง ‘มูลนิธิกระจกเงา’ เข้ามาบัญชาการภารกิจล้างเมืองและประสานความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ

ในระยะนี้ ม.อ. ยังคงสถานะเป็น ‘ฟันเฟืองหลัก’ (Key Mechanism) ที่ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ทั้งการสนับสนุนพื้นที่ตั้งฐานบัญชาการ รวมถึงการเชื่อมโยงทรัพยากรและเครือข่ายที่มี เพื่อสนับสนุนให้ภารกิจฟื้นฟูของมูลนิธิกระจกเงาและภาคีเครือข่ายเดินหน้าไปได้อย่างทรงพลังที่สุด

การแก้ปัญหาน้ำท่วมหาดใหญ่ในอนาคต หากเราลงทุนแต่กับคลองระบายน้ำแต่ละเลยการสนับสนุนองค์กรอย่าง ม.อ. และเครือข่ายอาสาสมัคร ก็เท่ากับเรามีแต่ ‘ร่างกาย’ แต่ขาด ‘จิตวิญญาณ’ เมืองหาดใหญ่ควรผนวกทุกเครือข่ายเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ ‘แผนแม่บทถาวร’ ในการจัดการภัยพิบัติ สนับสนุนงบประมาณ เครื่องมือ และการฝึกอบรม เพื่อให้พลังของอาสาสมัครและองค์ความรู้ที่มีอยู่แล้วถูกใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพที่สุด

Image Courtesy of มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

__

#HeartYaiComeback #HugHeartYai

#CurioCity #HatyaiConnext #HatyaiRiseUp