น้ำลดขยะโผล่ ย้อนดูแผนรับมือขยะหลังภัยพิบัติ กับแนวทางการจัดการจาก UNOCHA

เหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ 2568 เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่หลายคนมองว่าหนักที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา ในแง่ของความเสียหาย ทั้งระดับน้ำที่ทำสถิติสูงที่สุดในหลายพื้นที่ ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่น่าเป็นห่วง และผลกระทบทางสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่เมืองเราควรพูดคุยกันให้มากขึ้น

ภาพกองขยะขนาดใหญ่ตรง ‘สี่แยกสะพานดำ’ ช่วงหลังน้ำท่วมคงยังติดตาพวกเราทุกคน ซึ่งล้วนแต่ส่งผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพต่อผู้คน อีกทั้งยังมีความเสี่ยงที่ตามมาจากการจัดการขยะแบบไม่มีมาตรการที่ชัดเจน

ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงทางด้านเคมีจากสารอันตรายที่อาจรั่วไหลในช่วงน้ำท่วม ฝุ่น น้ำผิวดินและน้ำใต้ดินปนเปื้อนจากน้ำชะขยะ ความเสี่ยงด้านชีวภาพจากการสัมผัสขยะติดเชื้อ หรือโรคติดต่อจากสัตว์ต่างๆ เช่น หนู ยุง แมลงวัน ไปจนถึงความเสี่ยงทางด้านกายภาพที่อาจเกิดจากช่วงขนส่งและขนย้ายขยะ เสียงและการรบกวนจากรถขนขยะ

มากไปกว่านั้นคือความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อม ที่มาจากน้ำชะขยะปนเปื้อนไปบนผิวดินและสามารถซึมไปได้ลึกถึงระดับน้ำใต้ดิน แก๊สที่เกิดขึ้นในหลุมฝังกลบจะมีมากขึ้น ส่งกลิ่นรบกวนมากขึ้น และอาจกลายเป็นแหล่งบ่มเพาะเชื้อโรคที่ส่งผลต่อชุมชนข้างเคียง

ชวนอ่านประเด็นที่น่าสนใจจากรายงานฉบับนี้ และชวนคิดต่อว่าถ้าหาดใหญ่จะมี ‘แผนรับมือน้ำท่วมและฟื้นฟู’ มีประเด็นไหนอีกหรือไม่ที่ควรพิจารณาเพิ่มเติม

ทำไมต้องให้ความสำคัญกับการจัดการขยะภัยพิบัติ

บ่อยครั้งเมื่อเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ หรือสาธารณภัยรูปแบบใดๆ มักจะไม่มีการวางแผนจัดการขยะเกิดขึ้นทันที ซึ่งนำไปสู่การจัดการที่ไม่เหมาะสม หรือไม่ถูกหลักสุขอนามัย เช่น การปล่อยทิ้งไว้ในที่แจ้งโดยไม่มีการควบคุม

สิ่งนี้ก่อให้เกิดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมในระยะยาวกับชุมชนใกล้เคียง เกิดผลเสียทางเศรษฐกิจต่อพื้นที่ทิ้งขยะ ที่สุดท้ายก็ต้องมีการขนไปกำจัดอีกต่ออยู่ดี ทำให้เสียค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อนและกลายเป็นการ ‘สร้างปัญหาใหม่จากปัญหาเดิม’

หลักการพื้นฐานในการจัดการขยะภัยพิบัติ จึงได้แก่ การลดความเสี่ยงต่อชีวิตและสุขภาพของมนุษย์ ลดความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อม และการตีมูลค่าของขยะภัยพิบัติควรเป็นไปเพื่อประโยชน์ต่อชุมชนที่ได้รับผลกระทบ

ความมหาศาลของขยะภัยพิบัติ

น้ำท่วมปี 2568 ที่ผ่านมา ทุกคนต่างเห็นภาพว่ากระป๋องยาฆ่าแมลง สีทาบ้าน น้ำยาเคมี หลอดไฟ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่อยู่ในบ้านเรา ต่างถูกโกยใส่ถุงดำรวมกันไปหมดในช่วงเวลาล้างบ้าน ภาพเหล่านั้นสามารถเป็นหนึ่งในตัวแทนของขยะที่โดนรวบรวมไปตั้งอยู่กลางสี่แยกสะพานดำ ที่มีน้ำชะขยะไหลลงนำพาทุกอย่างซึมลงไปในดิน

ไม่เพียงขยะเหล่านี้ แต่อาจเป็นขยะที่ชิ้นใหญ่กว่า ทั้งฟูก จักรยาน เฟอร์นิเจอร์ จานชามกระเบื้องที่ยากต่อการจัดการ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า รัฐท้องถิ่นหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีแผนปฏิบัติงานรับมือกับขยะหลังเหตุการณ์อุทกภัยที่ชัดเจน

เราไม่ควรอาศัยเพียงแค่น้ำใจของเอกชนที่มีที่ดินขนาดใหญ่มาใช้รับมือ แต่เรื่องนี้ควรเตรียมการล่วงหน้าอยู่ในแผนรับมือปฏิบัติการป้องกันและบรรเทาอุทกภัย ที่ไม่ใช่เพียงแค่ขุดลอกคูคลอง หรือตั้งศูนย์เฝ้าระวังอย่างที่ทำอยู่ตามเขตเทศบาลต่างๆ ในอำเภอหาดใหญ่

ถอดบทเรียนUNกรอบการทำงานตามระยะเวลา

รายงาน Disaster Waste Management Guidelines จาก UNOCHA (United Nations Office for the Coordination of Humanitarian Affairs) ได้แนะนำกรอบทำงานแบ่งเป็น 3 ช่วง ได้แก่

1. ช่วงที่ 1 (ระยะเวลา 0-72 ชม.) สำหรับงานที่ต้องปฏิบัติทันที เน้นไปที่การประเมินสถานการณ์และทรัพยากร ประเมินปริมาณขยะและพื้นที่จัดเก็บ วางแผนจุดพักขยะชั่วคราวและเส้นทางลำเลียง

2. ช่วงที่ 2 (ระยะ 72 ชม. เป็นต้นไป) สำหรับการปฏิบัติงานระยะปานกลาง เป็นการนำข้อมูลจากช่วงแรกมาตัดสินใจประกอบกับสถานการณ์จริง การเข้าถึงแหล่งกำจัดขยะมูลฝอยและความสามารถในการรับมือของหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อขอความช่วยเหลือเพิ่มเติมจากส่วนกลางหรือนานาชาติ

3. ช่วงที่ 3 (ระยะยาว) เริ่มปฏิบัติการฟื้นฟูจากแผนในช่วงก่อนหน้า รวมทั้งคอยปรับแผนให้เข้ากับสิ่งที่ชุมชนร้องขอ ซ่อมบำรุงเครื่องจักรที่เกี่ยวข้องหากได้รับผลกระทบ รวมทั้งฝึกฝนผู้ปฏิบัติหน้างานหากจำเป็น

ท้ายที่สุดคือการวางแผนสำรองสำหรับเหตุการณ์ที่ไม่แน่นอนแต่เป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้น เพื่อช่วยอุดช่องว่างของช่วงการรับมือ ช่วงฟื้นฟู และการพัฒนาในระยะยาว

ซึ่งแผนนี้สามารถทำควบคู่ไปกับการปฏิบัติงานช่วงฟื้นฟูได้ เพื่อในอนาคตการรับมือจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น สูญเสียทั้งทรัพยากรและลดผลกระทบต่อชีวิตคนให้น้อยลง เป็นแผนที่สามารถทำร่วมกันทั้งภาครัฐ เอกชน ภาคประชาชน ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

อ้างอิง

– Disaster Waste Management Guidelines. (2011, January 31). OCHA

#HeartYaiComeback #HugHeartYai #CurioCity #HatyaiConnext #หาดใหญ่ #ขยะน้ำท่วม