
กลายเป็นประเด็นที่สังคมจับตามอง กรณีผู้ประสบภัยร้องเรียนว่าถูกโรงแรมดังปฏิเสธให้พักพิงจนต้องหนีรอดกลางน้ำท่วม แต่ล่าสุดทางโรงแรมได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงว่า “เป็นการแนะนำให้กลับที่พักในช่วงเช้า ที่ระดับน้ำลดลงเหลือระดับเข่าแล้ว” และจำเป็นต้องบริหารทรัพยากรเพื่อดูแลชีวิตคนในโรงแรมกว่า 400 คน
ความจริงจะเป็นช่วงเวลาไหน อาจต้องรอการพิสูจน แต่สิ่งที่เราถอดบทเรียนได้ทันทีโดยไม่ต้องรอ คือความเปราะบางของการจัดการผู้ลี้ภัยชั่วคราว ในพื้นที่เอกชน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า เมืองหาดใหญ่ขาด “ระบบ” ที่ชัดเจนในการรับมือเรื่องละเอียดอ่อนแบบนี้
ความจำเป็นกับความปลอดภัย
ในมุมโรงแรม ต้องแบกรับชีวิตแขกและพนักงาน 400 ชีวิต ท่ามกลางทรัพยากรที่จำกัด การกันพื้นที่ให้คนในโซนปลอดภัยและบริหารความเสี่ยง ไม่ใช่เรื่องผิด แต่เป็นหน้าที่ตามสัญญาที่ต้องดูแลลูกค้า
ส่วนมุมผู้ประสบภัย ไม่ว่าจะเป็นตอนมืดหรือตอนเช้า ความรู้สึกของคนที่ ‘ไม่มีที่ไป’ และต้องเกาะเสาหรือยืนในพื้นที่เสี่ยง ย่อมต้องการเพียง ‘ที่ยืนที่ปลอดภัย’ การถูกเชิญออกไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ในความรู้สึกย่อมเหมือนถูกผลักไส
มองผ่านเลนส์UNGPsธุรกิจมีหน้าที่ประเมินความเสี่ยงก่อนเชิญออก
ไม่ว่าเหตุการณ์จะเกิดตอนไหน หลักการสากลอย่าง UN Guiding Principles on Business and Human Rights (UNGPs) ยังคงเป็นเข็มทิศที่ดีที่สุดในการตัดสินใจ
Do No Harm (ไม่สร้างอันตราย): หัวใจสำคัญคือจังหวะที่ปฎิเสธ หากเป็นตอนเช้าที่น้ำลดและเดินได้จริงตามแถลงการณ์ ถือว่าโรงแรมได้ทำหน้าที่ประเมินความปลอดภัยแล้ว แต่หากเป็นช่วงวิกฤตที่น้ำท่วมสูงมากหรือมืดค่ำ การปฏิเสธจะเข้าข่ายละเมิดสิทธิในชีวิต (Right to Life) ทันที
Human Rights Due Diligence (การสอบทานสิทธิมนุษยชน): คือหลักการที่ธุรกิจต้องประเมินผลกระทบให้รอบด้านก่อนตัดสินใจทำอะไรลงไป บทเรียนนี้สอนให้รู้ว่า ในอนาคตก่อนที่ธุรกิจจะปฏิเสธใคร คนหน้างานต้องมีการประเมินความเสี่ยงรายบุคคล เช่น เขาว่ายน้ำเป็นไหม? เขาไปต่อไหวไหม? ไม่ใช่ใช้กฎเหมารวม เพราะถ้าเขาออกไปแล้วเป็นอะไรขึ้นมา ธุรกิจจะเลี่ยงความรับผิดชอบไม่ได้เลย
ช่องโหว่ใหญ่เมื่อรัฐไม่สั่งการเอกชนจึงต้องตัดสินใจเอง
รากเหง้าของดราม่านี้ ไม่ใช่ความใจร้ายของใครคนใดคนหนึ่ง แต่คือสุญญากาศของการสั่งการจากภาครัฐ ตาม พ.ร.บ. ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 มาตรา 27 ให้อำนาจ “ผู้อำนวยการ” (ผู้ว่าฯ/นายกเทศมนตรี) มีอำนาจเต็มที่ในการ “สั่งใช้ประโยชน์ในพื้นที่เอกชน” เพื่อช่วยชีวิตคนได้
คำถามคือ… คืนนั้นมีคำสั่งหรือการประสานงานนี้หรือไม่?
เมื่อไม่มีคำสั่งคุ้มครองจากรัฐ โรงแรมจึงต้องยึดระเบียบความปลอดภัยภายในเป็นที่ตั้ง ซึ่งอาจสวนทางกับความคาดหวังเรื่องน้ำใจของผู้ประสบภัย หากรัฐมีคำสั่งชัดเจนว่าขอใช้ลานจอดรถชั้น 2 เป็นจุดพักคอยชั่วคราว”พร้อมส่งเจ้าหน้าที่มาดูแล เชื่อว่าเอกชนทุกรายยินดีให้ความร่วมมือ
สร้างข้อตกลงร่วมของเมืองเลิกใช้ดุลยพินิจวัดใจ
เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์พูดไม่ตรงกันหรือดราม่าแบบนี้อีก เมืองหาดใหญ่ต้องสร้างข้อตกลงร่วมกัน
กำหนดเลยว่าล็อบบี้โรงแรมไหน หรือลานจอดรถห้างใด เป็นจุดพักคอยฉุกเฉินได้บ้างเมื่อเกิดเหตุ
เมื่อวิกฤต รัฐต้องประกาศ “สถานะฉุกเฉิน” เพื่อรับรองสิทธิ์ให้ประชาชนเข้าพักพิงได้ และคุ้มครองเอกชนไม่ให้รับผิดชอบหากเกิดความเสียหาย
การสื่อสารมีช่องทางสื่อสารสายตรงระหว่างศูนย์บัญชาการน้ำท่วมกับโรงแรม/ห้าง เพื่อประเมินสถานการณ์หน้างานร่วมกัน ไม่ใช่ปล่อยให้ รปภ. หรือ ผู้จัดการ ต้องรับแรงกดดันและตัดสินใจหน้างานเพียงลำพัง
บทสรุปของเรื่องนี้
แม้เราจะบอกว่าระบบการจัดการยังไม่ดีพอ แต่หากเราวางเรื่องระบบลงชั่วคราว แล้วหยิบ ‘มาตรวัดความเป็นมนุษย์’ ที่อิงจากหลักการของ UN มาจับดู คำตอบของเรื่องนี้ก็ชัดเจนในตัวมันเองอยู่แล้วว่า การปฏิเสธเพื่อนมนุษย์ในนาทีวิกฤต เป็นสิ่งที่ ‘ไม่ควรเกิดขึ้นอย่างยิ่ง’ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม
อย่างไรก็ตาม เราต้องไม่ลืมที่จะชื่นชมและขอบคุณภาคเอกชน โรงแรม และห้างร้านอีกหลายแห่งในหาดใหญ่ ที่ยอมเปิดพื้นที่ของตนเป็นที่พักพิงในคืนวิกฤต นี่คือสิ่งที่พิสูจน์แล้วว่า คนหาดใหญ่ไม่ทิ้งกัน ดังนั้น รัฐต้องเร่งสร้างกติกาเพื่อสนับสนุนให้เขามั่นใจที่จะยื่นมือเข้ามาช่วย โดยไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงเพียงลำพังอีกต่อไป
__
#HeartYaiComeback #HugHeartYai
#CurioCity #HatyaiConnext #น้ำท่วมหาดใหญ่ #หาดใหญ่ #UNGP #สิทธิมนุษยชน