ภาพลวงตาช่วงบั้นปลาย เมื่อผู้สูงวัยหาดใหญ่คิดว่า “อีกไม่นานก็ไป” แล้วทิ้งโจทย์ยากไว้ให้ใครเอ่ย ?

ในขณะที่หาดใหญ่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-Aged Society) อย่างเต็มรูปแบบ เรามักได้ยินประโยคคุ้นหูจากผู้หลักผู้ใหญ่ในเมืองว่า “จะพัฒนาอะไรกันนักหนา ฉันอยู่มาจนป่านนี้ อีกไม่กี่ปีก็ตายแล้ว มีเงินเก็บไว้รักษาตัวก็พอ”

ทัศนคติแบบอยู่ไปวันๆ นี้ ดูเผินๆ เหมือนการปล่อยวางตามหลักธรรม แต่ในมุมมองของการพัฒนาเมือง นี่คือวิกฤตเงียบที่กำลังแช่แข็งหาดใหญ่ให้ตายซาก และผลักไสคนรุ่นลูกหลานให้ต้องจำใจทิ้งบ้านเกิดไป

กับดักความคิดคนผ่านทาง

ปัญหาใหญ่ทางจิตวิทยาสังคมที่พบในผู้สูงอายุที่มีฐานะในหัวเมืองใหญ่คือชุดความคิดแบบ ‘คนชั่วคราว’ หรือการมองว่าตนเองเป็นเพียงผู้รอเวลาเดินทางไกล ไม่ใช่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับอนาคตเมืองอีกต่อไป เมื่อคิดว่าตนเองจะไม่ได้อยู่ใช้ประโยชน์จากรถไฟฟ้า สวนสาธารณะ หรือทางเท้าดีๆ แรงจูงใจในการเรียกร้องหรือสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงจึงเป็นศูนย์ ผลลัพธ์คือเมืองถูกแช่แข็งไว้ใน สภาพเดิมที่คุ้นเคยโดยไม่สนว่าโลกภายนอกหมุนไปไกลแค่ไหน

รวยส่วนตัวแต่จนสาธารณะ

ผู้สูงวัยกลุ่มนี้มักมีการวางแผนการเงินที่ดีและมีเงินออมสูง เชื่อว่าเงินส่วนตัวจะซื้อคุณภาพชีวิตได้ แต่ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เรื่องสาธารณูปโภคส่วนรวม (Public Goods) ชี้ให้เห็นว่า เงินไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้ ต่อให้มีเงินเก็บ 10 ล้านบาท คุณก็ไม่สามารถซื้ออากาศบริสุทธิ์หายใจได้เพียงลำพัง ไม่สามารถจ้างคนมาซ่อมฟุตบาททั้งเมืองเพื่อให้เดินสะดวก และไม่สามารถซื้อสังคมที่ปลอดภัยจากอาชญากรรมได้ สุดท้ายแล้วความมั่งคั่งส่วนบุคคลจะด้อยค่าลงทันที หากตั้งอยู่บน ความล้มเหลวของสาธารณะ

ความเฉยชาที่ไล่คนรุ่นใหม่

ประเด็นที่เจ็บปวดที่สุดคือความเหลื่อมล้ำระหว่างวัย การที่คนรุ่นก่อนซึ่งกุมอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองท้องถิ่น เพิกเฉยต่อการสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ เพราะมองว่า “ไม่คุ้มที่จะทำตอนนี้” เท่ากับเป็นการทิ้งภาระหนี้ทางโครงสร้างพื้นฐานไว้ให้คนรุ่นลูกรุ่นหลาน Gen Y และ Gen Z แบกรับ

เมื่อเมืองไม่มีพื้นที่สร้างสรรค์ ไม่มีระบบขนส่งที่เอื้อต่อการทำงาน และค่าครองชีพสูงสวนทางกับคุณภาพชีวิต คนรุ่นใหม่จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องใช้เท้าโหวต หรือการเดินหันหลังให้บ้านเกิดเพื่อไปแสวงหาคุณภาพชีวิตที่สมเหตุสมผลกว่า ทิ้งให้เมืองเหลือแต่คนแก่กับตึก ซึ่งสุดท้ายแล้ว คนที่จะเหงาและลำบากที่สุดในบั้นปลาย ก็คือผู้สูงวัยที่ไม่มีลูกหลานดูแล

มรดกที่แท้จริงไม่ใช่ตัวเงิน

ถึงเวลาที่ต้องนิยามคำว่า ‘มรดก’ เสียใหม่ การส่งต่อที่ดินหรือบัญชีธนาคารอาจมีความหมายในตัวเอง แต่ทว่าหากสินทรัพย์นั้นตั้งอยู่ในเมืองที่ไร้ชีวิตชีวา สิ่งที่ผู้สูงวัยควรทำในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ คือการเปลี่ยนพลังจากผู้อยู่อาศัยเป็นพลเมืองที่ตื่นตัว ร่วมผลักดันให้เมืองนี้น่าอยู่ ไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ลูกหลานอยากกลับมาอยู่จะในตอนนี้หรือตอนที่พวกเขาอยากใช้ชีวิตเรียบง่ายตอนเกษียณแบบก็ได้เช่นกัน

เมืองที่ดีต่อคนแก่คือเมืองที่ดีต่อทุกคน

แนวคิดอารยสถาปัตย์ (Universal Design) หรือการออกแบบเพื่อทุกคน พิสูจน์แล้วว่า ทางเท้าที่เรียบกว้างไม่ได้ดีแค่กับคนใช้วีลแชร์ แต่ดีกับคนหนุ่มสาวที่ลากกระเป๋าเดินทาง หรือพ่อแม่ที่เข็นรถเข็นเด็ก สวนสาธารณะที่ดีไม่ได้มีไว้แค่รำไทเก็ก แต่เป็นที่พักผ่อนของคนวัยทำงาน ดังนั้น การเรียกร้องคุณภาพชีวิตไม่ใช่เรื่องของวัยใดวัยหนึ่ง แต่คือการสร้างเมืองที่โอบรับทุกคนให้สามารถอยู่ร่วมกันได้ การเพิกเฉยในวันนี้ จึงเท่ากับการทำลายบ้านของตัวเองในอนาคต

สรุปแล้ว คำว่า “อีกไม่นานก็ไป” ไม่ควรเป็นข้ออ้างในการละเลยสังคม ตราบใดที่ลมหายใจยังอยู่ คุณภาพชีวิตคือสิทธิ์ที่เราพึงมี และหน้าที่ในการส่งต่อเมืองที่ดีกว่าให้คนรุ่นหลัง คือเกียรติยศสูงสุดของผู้ที่ผ่านโลกมาก่อน

อ้างอิง

– World Health Organization. (2002). Active Ageing: A Policy Framework. WHO.

– Rawls, J. (1971). A Theory of Justice. Harvard University Press.

– Foundation of Thai Gerontology Research and Development Institute. (2025). Situation of the Thai Elderly 2024. TGRI.

#HeartYaiComeback #HugHeartYai

#CurioCity #HatyaiConnext #สังคมสูงวัยหาดใหญ่

#GenY #GenZ #คนรุ่นเก๋า #คนรุ่นใหม่ #หาดใหญ่