
ร่องรอยคราบโคลนและระดับน้ำที่ฝังแน่นอยู่บนกำแพงเมืองหาดใหญ่ ไม่ได้เป็นเพียงความทรุดโทรมทางกายภาพ ในทางจิตวิทยาสิ่งนี้เปรียบเสมือนบาดแผลเปิดที่คอยกระตุ้นเตือนความทรงจำอันเลวร้ายให้แก่ผู้คนที่สัญจรผ่านไปมา การปล่อยพื้นที่ทิ้งไว้ในสภาพเดิมจึงเป็นการฉายซ้ำความเจ็บปวดจากวิกฤตอุทกภัยครั้งใหญ่
จากความตั้งใจที่จะเข้ามาเยียวยาภาพลักษณ์ของเมือง ข้อพิพาทบนพื้นที่กำแพงศิลปะบริเวณสวนหย่อมธรรมนูญวิถีกลับกำลังขยายวงกว้างเกินกว่าประเด็นความสวยงาม ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์หลากหลายประเด็น ความจริงของเหตุการณ์นี้ประกอบขึ้นจากหลายชุดข้อมูลที่ซ้อนทับกัน การทำความเข้าใจอย่างรอบด้านคือหนทางที่จะช่วยบรรเทาบาดแผลทางความรู้สึกของทุกฝ่าย ควบคู่ไปกับการร่วมกันหาความลงตัวให้แก่พื้นที่สาธารณะของเมืองในระยะยาว
บริบทของการฟื้นฟูฉุกเฉิน
โครงการฟื้นฟูพื้นที่นี้ขับเคลื่อนด้วยพลังของกลุ่มอาสาสมัครจากหลากหลายสถาบันการศึกษา ทั้งมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตเพชรบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย รวมถึงมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
กระบวนการทำงานถูกบีบอัดด้วยข้อจำกัดทางเวลาอย่างมหาศาล เนื่องจากกลุ่มนักศึกษาและอาสาสมัครมีเวลาทำกิจกรรมร่วมกันอย่างจำกัด การลงพื้นที่เพื่อร่างแบบจึงเกิดขึ้นเพียงช่วงวันที่ 18 ถึง 19 กุมภาพันธ์ สอดรับกับการลงสีจริงที่ต้องทำให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 20 กุมภาพันธ์เพียงวันเดียว
เป้าหมายหลักคือการฟื้นฟูเมืองหาดใหญ่ผ่านการปรับปรุงสุนทรียภาพบางส่วน ผ่านการสร้างสรรค์ผลงานเพื่อบันทึกเหตุการณ์หลังน้ำท่วมในลักษณะอนุสรณ์สถานแห่งความทรงจำ มีคาแรคเตอร์ที่เป็นไก่ทอดหาดหาดใหญ่ ไอคอนของเมืองอย่าง ตลาดกิมหยง สถานีรถไฟ เป็นต้น โดยกิจกรรมครั้งนี้ถือเป็นบริบทเดียวกับที่กลุ่มศิลปินนานาชาติก่อนหน้าได้ฝากผลงานไว้เพื่อบันทึกเหตุการณ์หลังโควิด
พื้นที่ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ครอบคลุมเพียงบางส่วนของกำแพงทั้งหมด ไม่ได้เป็นการลบเลือนผลงานเดิมในทุกตารางนิ้ว แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับทฤษฎี Tactical Urbanism หรือ ‘การปรับปรุงเมืองระยะสั้น’ ที่เน้นการลงมือทำอย่างรวดเร็วเพื่อกระตุ้นให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและฟื้นฟูสภาพจิตใจของชุมชนหลังผ่านพ้นวิกฤต
ธรรมสิทธิ์และรอยรั่วจากความเร่งรีบ
กระบวนการทำงานที่เร่งรีบมักนำมาซึ่งรอยรั่วและข้อผิดพลาด การทับซ้อนผลงานบนพื้นที่เดิมโดยปราศจากการสื่อสารบอกกล่าวศิลปินกลุ่มแรก ถือเป็นประเด็นที่ละเมิด Moral Rights หรือ ‘ธรรมสิทธิ์’ อันเป็นมารยาทพื้นฐานในวงการศิลปะ
สิทธิประการนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการครอบครองพื้นที่ทางกายภาพ หากครอบคลุมถึงความผูกพันทางจิตใจและการให้เกียรติผู้สร้างสรรค์ผลงานชิ้นเดิม จุดบอดของการก้าวข้ามขั้นตอนการเจรจาพูดคุยในครั้งนี้ เกิดขึ้นจากรอยต่อของการประสานงานที่หล่นหายไป
ท่ามกลางข้อจำกัดด้านเวลา แม้เจตนาของกลุ่มอาสาสมัครจะเต็มไปด้วยความมุ่งหวังที่จะเยียวยาเมือง แต่การทำงานบนพื้นที่สาธารณะจำเป็นต้องอาศัยกลไกการประสานงานที่รัดกุม ทั้งจากทีมผู้ริเริ่มโครงการและหน่วยงานเทศบาลในฐานะเจ้าของพื้นที่ เพื่อทำหน้าที่เป็นคนกลางในการเชื่อมโยงข้อมูลและสร้างความเข้าใจกับศิลปินกลุ่มเดิมเสียก่อน
ความบกพร่องในมิตินี้คือบทเรียนสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันทบทวน การตระหนักถึงเส้นแบ่งกติกามารยาททางสังคมคือรากฐานสำคัญในการทำงานศิลปะสาธารณะร่วมกันอย่างยั่งยืน
บาดแผลจากการด้อยค่าความตั้งใจ
สถานการณ์ข้อพิพาทในปัจจุบันลุกลามไปสู่การกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์และการด้อยค่าผลงานศิลปะชิ้นใหม่
ปรากฏการณ์นี้สร้างความบอบช้ำทางจิตใจให้แก่กลุ่มอาสาสมัคร ในความเป็นจริง น้องๆ นักศึกษาและอาสาสมัครตระหนักดีถึงข้อจำกัดด้านทักษะทางศิลปะของตนเอง พวกเขารู้ตัวว่าไม่ได้มีความเชี่ยวชาญเทียบเท่ามืออาชีพ จึงพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะประสานงานและดึงผู้ที่มีความสามารถมาร่วมด้วยช่วยกัน
ความไม่มั่นใจในฝีมือคือความกดดันที่เกาะกินใจพวกเขาตั้งแต่ก่อนเริ่มจับพู่กัน เมื่อต้องมาเปิดหน้าจอเจอคอมเมนต์เชิงลบที่มุ่งโจมตีและบูลลี่ผลงานอย่างรุนแรง มันจึงเป็นการตอกย้ำบาดแผลเดิมและทำลายความตั้งใจดีอย่าง
การสื่อสารที่เลือกนำเสนอข้อมูลเพียงบางมุมนำไปสู่สภาวะ Confirmation Bias หรืออคติยืนยัน ซึ่งทำให้ผู้รับสารพร้อมจะพุ่งเป้าโจมตีฝ่ายตรงข้ามโดยปราศจากการรับฟังข้อมูลอย่างครบถ้วน การระมัดระวังถ้อยคำในการแสดงความคิดเห็นคือสิ่งที่พลเมืองควรให้ความสำคัญ เพื่อป้องกันการทำลายทุนทางสังคมและกำลังใจของกลุ่มผู้มีเจตนาดีที่ทุ่มเทแรงกายเพื่อเมือง
สัญลักษณ์และการเบี่ยงประเด็น
ท่ามกลางการโต้เถียงมีการหยิบยกภาพวาดพระบรมสาทิสลักษณ์บนกำแพงมาเป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสาร สามารถอธิบายได้ด้วยแนวคิดการเบี่ยงประเด็น รวมถึงการอ้างอารมณ์ความรู้สึก
การนำสัญลักษณ์ที่สังคมให้ความเคารพมาผูกโยงกับข้อพิพาทเรื่องมารยาทและการจัดการพื้นที่สาธารณะ ถือเป็นความสุ่มเสี่ยงที่อาจผลักผู้ที่มีความเห็นต่างให้อยู่ในจุดที่ยากลำบากอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กระบวนการนี้อาจทำให้ประเด็นหลักเรื่องการจัดการพื้นที่ผิดเพี้ยนไป ทั้งยังเป็นการลดทอนโอกาสในการหาทางออกร่วมกันด้วยเหตุและผลอย่างน่าเสียดาย
สิทธิในพื้นที่และข้อพึงระวัง
กระบวนการทำงานที่เร่งรีบมักนำมาซึ่งรอยรั่วและข้อผิดพลาด ในทางคู่ขนานกัน สิทธิขาดในการบริหารจัดการพื้นที่สาธารณะยังคงเป็นของหน่วยงานเทศบาล ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ผูกขาดของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
การดำเนินงานใดๆ บนพื้นที่ของรัฐจำเป็นต้องพิจารณาถึงระเบียบข้อบังคับและอำนาจหน้าที่ของเจ้าของพื้นที่อย่างเคร่งครัด ความผิดพลาดในเชิงขั้นตอนเหล่านี้คือข้อเท็จจริงที่ทุกฝ่ายต้องยอมรับ นำไปสู่การตั้งคำถามถึงระบบการจัดการที่รัดกุมขึ้น รวมไปถึงการนำข้อผิดพลาดนี้ไปเป็นบทเรียนสำหรับการทำงานศิลปะชุมชนในอนาคต
บททดสอบการจัดการพื้นที่สาธารณะ
นอกเหนือจากความรับผิดชอบของกลุ่มศิลปินและอาสาสมัคร หน่วยงานเทศบาลนครหาดใหญ่ในฐานะผู้กำกับดูแลเมืองจำเป็นต้องนำปรากฏการณ์นี้ไปเป็นบทเรียนสำหรับการทำงานในอนาคต
ข้อมูลล่าสุดระบุว่าเทศบาลกำลังเตรียมเปิดพื้นที่ถนนคนเดิน ‘Hatyai Night Market’ ในเดือนเมษายนที่จะถึงนี้ ณ บริเวณสวนหย่อมธรรมนูญวิถี โครงการดังกล่าวคือความท้าทายครั้งใหม่ด้านการบริหารจัดการพื้นที่สาธารณะ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องทำการบ้านอย่างหนักในการออกแบบกระบวนการ Stakeholder Engagement การสร้างการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างรอบด้าน การกำหนดกติกาการใช้พื้นที่ร่วมกันอย่างโปร่งใสตั้งแต่จุดเริ่มต้นจะช่วยลดทอนความขัดแย้งทางความคิด
การนำข้อผิดพลาดจากกรณีพื้นที่ศิลปะมาเป็นกรณีศึกษาคือเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้แลนด์มาร์กแห่งใหม่ของเมืองดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและได้รับการสนับสนุนจากพลเมืองอย่างแท้จริง
การอยู่ร่วมกันของอดีตและอนาคต
การหลอมรวมผลงานศิลปะชิ้นเก่าและชิ้นใหม่ให้อยู่ร่วมกันบนพื้นที่เดียวกันคือความท้าทายสำคัญของการพัฒนาเมือง ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวของภาคประชาชนในการตั้งคำถามเกี่ยวกับ Urban Aesthetics หรือ ‘สุนทรียภาพของเมือง’
การที่คนหาดใหญ่หันมาถกเถียงและให้คุณค่ากับศิลปะสาธารณะนับเป็นก้าวที่น่ายินดี เมืองที่มีชีวิตชีวาควรเป็นพื้นที่ที่เปิดรับความหลากหลายและสามารถเป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างความทรงจำในอดีตกับจินตนาการสู่อนาคตได้อย่างสมดุล การวิพากษ์วิจารณ์ควรตั้งอยู่บนรากฐานของความสร้างสรรค์และการหาทางออกร่วมกัน การมองเห็นความงามของสิ่งเก่าควบคู่ไปกับการเปิดรับบริบทใหม่หลังภัยพิบัติคือวุฒิภาวะที่พลเมืองในพื้นที่แห่งความหลากหลายพึงมี
หมุดหมายใหม่ของพื้นที่ศิลปะสาธารณะ
ข้อเสนอทางออกที่สำหรับกำแพงแห่งนี้คือการปรับเปลี่ยนสถานะให้กลายเป็น Outdoor Organic Gallery หรือ ‘แกลเลอรีกลางแจ้งแบบออร์แกนิก’
แนวคิดเรื่อง Placemaking หรือการสร้างสรรค์สถานที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อเปลี่ยนกำแพงธรรมดาให้เป็นพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะหมุนเวียน ศิลปินจากทุกสารทิศสามารถแวะเวียนมาฝากผลงานตามวาระและโอกาส
การเปลี่ยนผ่านผลงานตามช่วงเวลาจะช่วยทลายข้อจำกัดเรื่องการผูกขาดพื้นที่ พร้อมกับป้องกันการเกิดข้อพิพาทซ้ำรอยในลักษณะนี้ พื้นที่สาธารณะแห่งนี้จะกลายเป็นผืนผ้าใบที่สะท้อนพลวัตของเมืองหาดใหญ่ได้อย่างงดงาม พื้นที่ศิลปะที่มีการปรับเปลี่ยนอย่างต่อเนื่องจะดึงดูดความสนใจจากผู้คนได้ยาวนาน นำไปสู่การสร้างระบบนิเวศทางศิลปะที่ยั่งยืนและไร้ซึ่งการผูกขาดอย่างแท้จริง
บทสรุปแห่งวุฒิภาวะของเมือง
ข้อพิพาทบนกำแพงศิลปะแห่งนี้คือบททดสอบวุฒิภาวะของพลเมืองหาดใหญ่ในการบริหารจัดการพื้นที่สาธารณะ จุดร่วมสำคัญของเหตุการณ์นี้คือทุกฝ่ายต่างขับเคลื่อนด้วยเจตนาอันดีในการสร้างสรรค์และเยียวยาเมืองหาดใหญ่
ความปรารถนาดีเหล่านั้นคือความงดงาม ควบคู่ไปกับความจริงที่ว่าทุกฝ่ายต่างก็มีส่วนในความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเช่นกัน การละเมิดธรรมสิทธิ์ของศิลปินกลุ่มเดิมอันเกิดจากการขาดการประสานงานที่รัดกุมคือข้อผิดพลาดเชิงขั้นตอนที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายต้องนำไปถอดบทเรียน
ในทางกลับกัน ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นจากฝั่งศิลปินกลุ่มเดิมก็เป็นประเด็นที่สังคมสามารถร่วมกันทำความเข้าใจ ความผูกพันต่อผลงานอาจนำไปสู่ความรู้สึกหวงแหนพื้นที่สาธารณะโดยไม่ตั้งใจ การสื่อสารความไม่พอใจผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก ถือเป็นพลวัตที่อาจทำให้รอยร้าวขยายวงกว้างและลดทอนทุนทางสังคมลงอย่างน่าเสียดาย
ขณะเดียวกันหน่วยงานเทศบาลในฐานะเจ้าของพื้นที่และผู้ดูแลเมือง จำเป็นต้องแสดงบทบาทเชิงรุกในการเป็นคนกลางอำนวยความสะดวกเพื่อประสานความเข้าใจ กำหนดกติกาการใช้พื้นที่สาธารณะให้โปร่งใส และสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการพูดคุย
การยอมรับความบกพร่องร่วมกันและก้าวข้ามความขัดแย้งนี้จำเป็นต้องอาศัยการปกครองแบบมีส่วนร่วมเพื่อผสานรอยร้าวและผลักดันให้เกิดแกลเลอรีหมุนเวียนอย่างแท้จริง การเรียนรู้จากความผิดพลาดของทุกฝ่ายจะช่วยยกระดับมาตรฐานการทำงานศิลปะชุมชน รวมไปถึงการตอกย้ำว่าเมืองที่เข้มแข็งคือเมืองที่ผู้คนสามารถรับฟังทุกมิติของปัญหาและร่วมกันสร้างสรรค์พื้นที่สาธารณะ
คำขอโทษและคำขอบคุณจากส่วนเสี้ยวของเมือง
ในฐานะชาวหาดใหญ่ที่มีโอกาสเข้าไปเป็นฟันเฟืองเล็กๆ ในกิจกรรมฟื้นฟูเมืองบริเวณสวนหย่อมธรรมนูญวิถีครั้งนี้ ความรู้สึกผิดและคำขอโทษจากใจจริงคือสิ่งที่ต้องส่งต่อไปยังกลุ่มศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานเดิม
ในทางคู่ขนานกัน ความรู้สึกเห็นใจอย่างสุดซึ้งขอมอบให้แก่น้องๆ นักศึกษาและกลุ่มอาสาสมัครทุกคน ผู้เดินทางมาด้วยหัวใจที่อยากเห็นเมืองของเรากลับมามีชีวิตชีวา ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นประกอบไปด้วยมิติที่งดงามจากการร่วมแรงร่วมใจ ควบคู่ไปกับความบอบช้ำจากกระแสสังคม หวังเป็นอย่างยิ่งว่ารอยร้าวครั้งนี้จะไม่ดับประกายไฟแห่งจิตอาสาลง พลังของทุกคนยังคงเป็นที่ประจักษ์และเป็นสิ่งที่เมืองหาดใหญ่ต้องการเสมอ
อ้างอิง
Lydon, M., & Garcia, A. (2015). Tactical Urbanism: Short-term Action for Long-term Change
Nickerson, R. S. (1998). Confirmation bias: A ubiquitous phenomenon in many guises
Tindale, C. W. (2007). Fallacies and Argument Appraisal
Carlson, A. (2000). Aesthetics and the Environment: The Appreciation of Nature, Art and Architecture
Ansell, C., & Gash, A. (2008). Collaborative governance in theory and practice
Freeman, R. E. (2010). Strategic management: A stakeholder approach
#HatyaiConnext #CurioCity #PublicSpace #Placemaking #สุนทรียภาพของเมือง #ศิลปะสาธารณะ #หาดใหญ่ #สวนหย่อมธรรมนูญวิถี #สังคมวิทยา #ศิลปะชุมชน