
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ #หาดใหญ่เจ็บหนักกันทุกคน ไม่ว่าจะรวยหรือจน ในหน้าข่าวหลัก เราเห็นภาพย่านเศรษฐกิจที่เป็นเหมือนหัวใจของเมืองหยุดเต้น ห้างร้าน โรงแรม และโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นแหล่งจ้างงานสำคัญจมอยู่ใต้น้ำ ความเสียหายระดับหมื่นล้านบาทที่ภาคเอกชนประเมินออกมาคือฝันร้ายของผู้ประกอบการที่ต้องตื่นมาเจอความจริง
เสียงเรียกร้องมาตรการเยียวยาจากรัฐ ไม่ว่าจะ��็น Soft Loan การพักหนี้ หรือการลดหย่อนภาษี จึงดังขึ้นทันทีซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้และจำเป็นอย่างยิ่ง แต่ในสถานการณ์ที่การเมืองกำลังฝุ่นตลบ ความเสี่ยงไม่ได้ตกอยู่แค่ที่ตัวเลขในบัญชี
ด้วยความไม่แน่นอนทางการเมืองระดับชาติ ข่าวการยุบสภาหรือการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลที่อาจเกิดขึ้นในช่วงรอยต่อปี 68-69 ทำให้งบเยียวยาและนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่หลายคนรอคอย อาจเกิดภาวะสุญญากาศ หรือมาช้ากว่าที่ควรจะเป็น
คนตัวใหญ่ก็เจ็บหนัก
สำหรับ ‘คนตัวใหญ่’ หรือผู้ประกอบการ แม้ภาพภายนอกเราจะมองว่าพวกเขามีฐานะ แต่ในความเป็นจริง วิกฤตซ้อนวิกฤตแบบนี้กำลังสร้าง ‘ภาระที่ไม่จำเป็น’ ให้งอกเงยขึ้นมาอย่างน่ากังวล
แม้พวกเขาอาจจะพอมีสายป่าน มีเครดิตธนาคาร หรือทรัพย์สินสำรองที่พอจะยื้อลมหายใจรอความชัดเจนได้… แต่การรอไม่ใช่เรื่องฟรี ทุกวินาทีที่เข็มนาฬิกาเดินไป คือดอกเบี้ยธนาคารที่ไม่เคยหยุดเดิน คือค่าจ้างพนักงานที่ต้องดูแล และคือค่าเสียโอกาสทางธุรกิจที่ประเมินค่าไม่ได้ การที่ความช่วยเหลือมาช้าเพราะเกมการเมือง จึงเหมือนการผลักภาระก้อนโตให้ภาคเอกชนต้องแบกรับไว้เองโดยไม่จำเป็น
คนตัวเล็กสิ้นเนื้อประดาตัว
และหากหันไปมอง ‘คนตัวเล็ก’ ที่ซ่อนตัวอยู่ในซอกหลืบของเมืองสถานการณ์กลับยิ่งเปราะบางจนน่าใจหาย ลองขยับออกจากย่านตึกสูงไปเพียง 2-3 กิโลเมตร ที่ ชุมชนจันทร์นิเวศน ริมทางรถไฟ ภาพความสูญเสียที่นี่รุนแรงและดิบเถื่อนกว่ากราฟเศรษฐกิจมาก
ระดับน้ำที่ท่วมสูงถึงชั้น 2 (ลึกกว่า 5 เมตร) กวาดเอาทรัพย์สินชิ้นสุดท้ายของพวกเขาไป บ้านเรือนบางหลังไม่เหลือแม้แต่หลังคาและฝาบ้าน คุณป้าท่านหนึ่งในชุมชนบอกกล่าวว่า (จากโพสต์ของคุณสุภัทร ฮาสุวรรณกิจ)
“กินเงินคนชรา เดือนละ 600 บาท สองคนกับสามีที่ป่วยก็ได้ 1,200 พออยู่ได้ แต่บ้านที่พังนี่สิไม่มีปัญญาซ่อม ไม่คิดจะย้ายไปไหน ขออยู่ที่นี่ต่อไป อยู่แบบนี้แหละ ทำไงได้”
นี่คือความหมายของคำว่า ‘สิ้นเนื้อประดาตัว’ ของจริง เพราะสำหรับคนกลุ่มนี้ บ้านไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย แต่คือป้อมปราการด่านสุดท้ายของชีวิต
สิ่งที่โหดร้ายกว่าน้ำท่วมคือโครงสร้างที่ซ้ำเติมคนจน (Poverty Penalty) เนื่องจากชุมชนตั้งอยู่บนที่ดินการรถไฟฯ สถานะที่ไม่มั่นคงทำให้พวกเขาเข้าไม่ถึงสาธารณูปโภคราคาปกติ ต้องใช้ ไฟพ่วงหน่วยละ 10 บาท และ น้ำประปาหน่วยละ 30 บาท ซึ่งแพงกว่าบ้านคนรวยหรือห้างสรรพสินค้าหลายเท่าตัว
เมื่อเจอกับภัยพิบัติ บวกกับความไม่แน่นอนทางการเมืองที่อาจทำให้ความช่วยเหลือตกหล่น กลุ่มคนเปราะบางเหล่านี้คือกลุ่มเสี่ยงที่จะถูกลืมมากที่สุด เพราะพวกเขาไม่มีสมาคมฯ คอยออกแถลงการณ์ และไม่มีเสียงที่ดังพอจะไปถึงหูผู้มีอำนาจ
ผลกระทบที่ได้รับกันถ้วนหน้า
ไม่ว่าจะเป็นเจ้าสัวร้อยล้าน หรือคุณป้าเก็บของเก่าริมทางรถไฟ ภัยพิบัติครั้งนี้ได้สร้างบาดแผลให้กับทุกคน ความสูญเสียเกิดขึ้นในทุกระดับชั้น เพียงแต่ความสามารถในการลุกขึ้นยืนนั้นแตกต่างกัน
ในวันที่รัฐส่วนกลางอาจพึ่งพาได้ยากขึ้นจากวิกฤตการเมือง นี่คือโจทย์วัดใจของคนหาดใหญ่ด้วยกันเองว่าเราจะขับเคลื่อนเมืองนี้ต่อไปอย่างไร
ข้อเสนอจากชุมชนอย่างการให้ การรถไฟฯ ร่วมมือกับ การเคหะแห่งชาติ เข้ามาจัดระเบียบที่อยู่อาศัยใหม่ ออกแบบบ้านยกสูงที่ปลอดภัย และระบบสาธารณูปโภคที่เป็นธรรมคือตัวอย่างของทางออกที่ต้องช่วยกันผลักดัน
เพราะเมืองที่น่าอยู่ ไม่ใช่เมืองที่รอดเฉพาะคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่คือเมืองที่ตระหนักว่า ‘เราทุกคนต่างก็เจ็บปวด’ และเราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ในวันที่ต้องช่วยกันพยุงหาดใหญ่ให้กลับมายืนได้อีกครั้ง
Image Courtesy of แลต๊ะแลใต้
__
#HeartYaiComeback #HugHeartYai
#CurioCity #HatyaiConnext