ข้ามไปเนื้อหา
เมือง 17 เม.ย. 2569 โดย Hatyai Connext

จากเสียงหัวเราะของทารกที่เลือนหาย สู่ความเงียบที่ดังที่สุดในกลไกการเอาตัวรอดของวัยทำงาน

ควันกรุ่นจากเข่งติ่มซำและบทสนทนาในร้านน้ำชาซึ่งเคยหนาแน่นด้วยผู้คนทุกช่วงวัย คือภาพจำของหาดใหญ่ในฐานะเมืองที่ไม่เคยหลับแลเต็มไปด้วยโอกาส แต่ในวันที่เราก้าวเข้าสู่ปี 2026 ตัวเลขประชากรกำลังบอกความจริงที่ต่างออกไป เมื่อประเทศไทยเดินเข้าสู่จุดวิกฤต Death Cross หรือจุดตัดที่อัตราการตายสูงกว่าการเกิดต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 โดยเฉพาะในสงขลาที่อัตราการเกิดเหลือเพียง 7.42 ต่อพันประชากร แรงกดทับจากโครงสร้างที่น่าหวั่นใจนี้กำลังคืบคลานเข้าสู่หัวใจของเมืองที่เคยคึกคัก เมื่อวัยทำงานที่เป็นฟันเฟืองหลักกลับต้องเผชิญกับสภาวะ ‘กลืนไม่เข้าคายไม่ออก’ ท่ามกลางสวัสดิการที่ไม่ได้เอื้อให้การมีลูกเป็นความสุข แต่กลายเป็น ‘ภาระทางเศรษฐกิจ’ ที่ต้องแบกรับไว้เพียงลำพัง

จากขนบความสุขเดิมสู่สมการค่าเสียโอกาส

ในอดีต ภาพจำของความสำเร็จถูกผูกติดอยู่กับครอบครัวในอุดมคติ ตั้งแต่การมีบ้าน มีรถ ไปจนถึงการมีลูกเพื่อเติมเต็มคำว่าครอบครัวให้สมบูรณ์ แต่ปัจจุบันเรากำลังเผชิญกับ Second Demographic Transition (SDT) หรือการเปลี่ยนผ่านทางประชากรระลอกที่สอง ซึ่งคนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับ ‘สิทธิอิสระ’ และ ‘คุณภาพชีวิตส่วนบุคคล’ มากกว่าการทำตามขนบเดิม เมื่อการมีลูกหนึ่งคนในเมืองที่ค่าครองชีพพุ่งสูงแต่รายได้นิ่งสนิทหมายถึงต้นทุนค่าเสียโอกาสมหาศาล มายาคติเรื่อง ‘ลูกคือโซ่ทองคล้องใจ’ จึงถูกแทนที่ด้วยการคำนวณความเสี่ยงอย่างรอบคอบในยุคที่ความมั่นคงกลายเป็นของหายาก

วิกฤตชนชั้นในเมืองพหุวัฒนธรรม

หากวิเคราะห์ผ่านแนวคิดของ Guy Standing เกี่ยวกับชนชั้น Precariat หรือกลุ่มคนที่ใช้ชีวิตบนความไม่มั่นคง จะพบว่าคนหนุ่มสาวในหาดใหญ่กำลังถูกบีบอัดด้วย ‘อัตราส่วนพึ่งพิง’ (Dependency Ratio) ที่สูงถึง 56.98 หมายความว่าวัยแรงงานทุก 100 คน ต้องแบกรับภาระดูแลทั้งเด็กและผู้สูงอายุรวมถึง 57 คน การต้องกลายเป็น Sandwich Generation ที่ติดอยู่กึ่งกลางระหว่างความกตัญญูที่ต้องตอบแทน และต้นทุนการมีชีวิตรอดที่พุ่งสูงลิ่ว ทำให้การตัดสินใจ “ไม่มีลูก” ไม่ใช่เทรนด์แฟชั่น แต่มันคือกลไกการเอาตัวรอด (Coping Mechanism) เพื่อไม่ให้เรือที่บรรทุกหนักอยู่แล้วต้องล่มลง เสียงร้องไห้ของเด็กทารกจึงกลายเป็นความหรูหราที่หลายคนเอื้อมไม่ถึง

จากชุมทางโลจิสติกส์สู่ชุมทางวัยเกษียณที่ขาดช่วง

หาดใหญ่ถูกออกแบบมาให้เป็นเมืองพละกำลังที่ขับเคลื่อนด้วยการค้าและโลจิสติกส์ ทว่าเมื่อฟันเฟืองรุ่นใหม่เริ่มลดน้อยลงจนเข้าสู่ Low Fertility Trap หรือกับดักอัตราการเกิดต่ำที่ยากจะกู้คืน เมืองกำลังเสี่ยงที่จะกลายเป็นเพียง “Hub วัยเกษียณ” ที่ขาดช่วงการส่งต่อจิตวิญญาณ หากการจัดสรรพื้นที่เมืองยังคงมุ่งเน้นแต่การพาณิชย์โดยละเลยการสร้าง Ecosystem ที่เอื้อต่อสถานบันครอบครัว เช่น พื้นที่สาธารณะที่ปลอดภัยหรือสวัสดิการที่จับต้องได้ หาดใหญ่ในอนาคตอาจเหลือเพียงโครงสร้างตึกแถวที่ว่างเปล่าและย่านการค้าที่ร่วงโรยไปพร้อมกับอายุของเจ้าของกิจการ

ก้าวข้ามสถิติสู่การรื้อสร้างสวัสดิการเมือง

โจทย์ของหาดใหญ่ไม่ใช่แค่การเพิ่มอัตราการเกิดบนแผ่นกระดาษ แต่คือการตั้งคำถามว่า ‘เราจะสร้างเมืองอย่างไรให้คนกล้าที่จะฝันถึงอนาคต?’ การแก้ปัญหาประชากรจึงไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขสถิติ การออกแบบพื้นที่ชีวิต และรัฐสวัสดิการที่ต้องขยับให้ทันกับความจริงที่ว่า ‘ความรักอย่างเดียวเลี้ยงลูกไม่ได้’ หากหาดใหญ่ยังอยากเป็นศูนย์กลางของภาคใต้ เราต้องเริ่มจากการทำให้เมืองนี้เป็นพื้นที่ที่ “ความไม่มั่นคง” ถูกจัดการอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เสียงหัวเราะของคนรุ่นใหม่กลับมาดังก้องในทุกหัวมุมถนนอีกครั้ง

อ้างอิง

– Lesthaeghe R (2014) The Second Demographic Transition: A Conceptual Map

– Guy Standing (2011) The Precariat: The New Dangerous Class

– สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง (2569)

– จังหวัดสงขลา (2569) เอกสารประกอบการตรวจราชการและนิเทศงาน กรณีปกติ รอบที่ 1 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

#HatyaiConnext #เศรษฐกิจหาดใหญ่ #วิกฤตประชากร #สังคมวิทยา #การพัฒนาเมือง #สังคมสูงวัย #คนหาดใหญ่