
ความตึงเครียดระหว่างการบริหารราชการส่วนภูมิภาคและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำลังถึงจุดเดือด วันที่ 3 มีนาคม 2569 เมื่อนายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา สั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงนายณรงค์พร ณ พัทลุง (นายกแป้น) นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ปมความล่าช้าและข้อบกพร่องในการส่งเอกสารเบิกจ่ายเงินเยียวยามหาอุทกภัย 49,500 บาท เหตุการณ์นี้ได้ยกระดับจากปัญหาธุรการงานสารบรรณ ไปสู่รอยร้าวทางการเมืองที่ดึงเอาชะตากรรมของประชาชนนับหมื่นครัวเรือนมาเป็นเดิมพัน
ระเบียบราชการกับมาตรฐานที่ถูกตั้งคำถาม
จุดเริ่มต้นจากการที่จังหวัดระงับการจ่ายเงินเยียวยาลอตที่สองจำนวนกว่า 12,000 ราย โดยอ้างว่าเทศบาลนครหาดใหญ่ไม่ได้แนบเอกสาร สภ.1 และ สภ.2 ซึ่งเป็นรายละเอียดข้อมูลส่วนบุคคลยิบย่อยของผู้ประสบภัย มุมมองจากศาลากลางเน้นย้ำถึงความรัดกุมตามระบบราชการ
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายบริหารเทศบาลนครหาดใหญ่ได้ตั้งคำถามกลับอย่างดุเดือดถึงความลักลั่นของมาตรฐานการตรวจสอบ โดยชี้ให้เห็นว่ารายชื่อผู้ประสบภัยลอตแรกจำนวน 6,000 ราย ได้รับการอนุมัติจ่ายเงินไปแล้วโดยไม่มีเอกสารดังกล่าว การบังคับใช้กฎเกณฑ์ที่เข้มงวดกะทันหันกับรายชื่อลอตที่สองจึงกลายเป็นชนวนเหตุที่ทำให้เกิดความเคลือบแคลงใจในมาตรฐานการทำงานของจังหวัด
ทำงานล่าช้าหรือปริมาณงานล้นมือ
หากนำข้อมูลสถิติมากางดู จะพบมิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับ ความไม่สมประกอบของภาระงาน เทศบาลนครหาดใหญ่ต้องรับมือกับผู้ประสบภัยที่ยื่นเรื่องขอรับเงินเยียวยาสูงถึงกว่า 18,000 ราย ในขณะที่พื้นที่ใกล้เคียงอย่างเทศบาลเมืองคลองแหมีประมาณ 1,000 ราย และเทศบาลเมืองคอหงส์มีไม่ถึง 1,000 ราย
ความแตกต่างของตัวเลขที่ห่างกันเกือบ 18 เท่า สะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดทางทรัพยากรบุคคลของท้องถิ่นขนาดใหญ่ เมื่อต้องเผชิญกับเงื่อนไขด้านเอกสารที่ซับซ้อนในภาวะฉุกเฉิน การประเมินประสิทธิภาพจึงไม่ควรวัดที่ความเร็วเพียงมิติเดียว แต่ต้องพิจารณาถึงปริมาณงานที่เจ้าหน้าที่ต้องแบกรับ การตั้งข้อสังเกตว่าท้องถิ่นทำงานล่าช้าโดยละทิ้งบริบทของตัวเลขเหล่านี้ อาจเป็นการบั่นทอนขวัญกำลังใจของผู้ปฏิบัติงานหน้างาน
เกมการเมืองและวิกฤตงบประมาณท้องถิ่น
มิติที่ลึกซึ้งและน่ากังวลที่สุดคือข้อกล่าวหาเรื่องการแทรกแซงทางการเมือง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่มองว่าการตรวจสอบครั้งนี้อาจเป็นการเช็กบิลจากการวางตัวเป็นกลางในศึกเลือกตั้งที่ผ่านมา ยิ่งไปกว่านั้นเทศบาลนครหาดใหญ่กำลังเผชิญกับสภาวะถูกบีบทางการเงิน คำขอกู้เงินและงบสนับสนุนจากส่วนกลางถูกตีกลับทั้งหมด ทำให้เทศบาลขนาดใหญ่ที่บอบช้ำที่สุดจากน้ำท่วม เหลือเงินอุดหนุนในมือเพียง 140 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นวิกฤตการบริหารอย่างรุนแรงเมื่อเทียบกับการสนับสนุนที่ อบจ.สงขลา หรือเทศบาลอื่นๆ ได้รับ
ชะตากรรมผู้ประสบภัยเป็นตัวประกัน
ผลกระทบที่น่ากังวลที่สุดจากรอยร้าวครั้งนี้คือชะตากรรมของประชาชนกว่า 12,000 ครัวเรือนที่รายชื่อถูกแขวนไว้ การชะงักของเม็ดเงินเยียวยา 49,500 บาทต่อครอบครัว หมายถึงการขาดสภาพคล่องในการซ่อมแซมบ้านเรือน ฟื้นฟูกิจการ และการเริ่มต้นชีวิตใหม่หลังภัยพิบัติ
หลักการสำคัญของการบริหารงานภาครัฐที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางกำลังถูกท้าทาย ความขัดแย้งเรื่องระเบียบเอกสารระหว่างหน่วยงานรัฐไม่ควรกลายมาเป็นกำแพงที่ขวางกั้นสิทธิที่ประชาชนพึงได้รับ การสอบสวนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในวันที่ 5 มีนาคม และการเรียกสอบปากคำนายณรงค์พร ณ พัทลุง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ในฐานะผู้ถูกกล่าวหา ในวันที่ 6 มีนาคมนี้ จึงเป็นไทม์ไลน์สำคัญที่ทุกฝ่ายต้องจับตา
บททดสอบการบริหารงานข้ามหน่วยงาน
วิกฤตครั้งนี้คือบททดสอบสำคัญของจังหวัดสงขลาในการบาลานซ์ระหว่างความถูกต้องตามระเบียบและความเดือดร้อนของประชาชน ทางออกของปัญหานี้อาจไม่ใช่การหาผู้กระทำผิด แต่คือการบูรณาการความร่วมมือ จังหวัดอาจต้องส่งทีมพี่เลี้ยงลงพื้นที่ช่วยเทศบาลจัดทำเอกสาร แทนการตั้งป้อมจับผิด เพื่อปลดล็อกกระบวนการเยียวยาให้เม็ดเงินถึงมือชาวหาดใหญ่อย่างรวดเร็วและโปร่งใสที่สุด
Image Courtesy of เทศบาลนครหาดใหญ่
อ้างอิง
– มติชน (2569) ผู้ว่าฯ สงขลา ตั้งกรรมการสอบนายกแป้น ปมเอกสารเงินเยียวยา 49,500 บาทล่าช้า
#HatyaiConnext #น้ำท่วมหาดใหญ่ #เทศบาลนครหาดใหญ่ #ปลัดแป้น #จังหวัดสงขลา #เงินเยียวยาน้ำท่วม