โปรเจกต์ใหญ่ในตำนาน โมโนเรลหาดใหญ่ กลับมาปัดฝุ่นใหม่ในมือ รฟม. รอบนี้จะได้ตอกเสาเข็มหรือเป็นฝันค้างหนังม้วนเดิม?

เมื่อวันที่ 16 ม.ค. 69 มีข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการคมนาคมภาคใต้ เมื่อ อบจ.สงขลา ตัดสินใจส่งไม้ต่อโครงการรถไฟฟ้าโมโนเรลหาดใหญ่ มูลค่า 17,000 ล้านบาท ให้กับ รฟม. (การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย) รับไปดูแลอย่างเป็นทางการ ข่าวนี้มีความหมายลึกซึ้งกว่าแค่การเปลี่ยนชื่อหน่วยงาน เพราะมันคือการเปลี่ยนกระเป๋าตังค์จากงบท้องถิ่นที่มีจำกัด มาเป็นงบรัฐบาลกลางที่มีเครื่องมือและความพร้อมมากกว่า ทำให้นี่อาจเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปีที่คำว่าโมโนเรลหาดใหญ่ไม่ใช่แค่การขายฝัน มีโอกาสสร้างจริงสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา แต่ในฐานะคนหาดใหญ่ เราต้องมองให้ทะลุแล้วตั้งคำถามกันตรงๆ ว่าระบบราง 1.7 หมื่นล้านนี้ ตอบโจทย์เมืองเราจริงๆ หรือเปล่า

ชีวิตดีๆที่ลงตัวหรือต้องเดินตากแดดจนตัวเปียก

ลองจินตนาการภาพชีวิตในอนาคต หากโครงการเฟส 1 ระยะทาง 12.54 กิโลเมตรนี้สร้างเสร็จ คุณอาจจะเริ่มต้นเช้าวันใหม่ที่ สถานีคลองหวะ ซึ่งเป็นทั้งจุดเริ่มต้นและศูนย์ซ่อมบำรุง นั่งรถไฟฟ้าผ่าน สถานีเซ็นทรัล เพื่อแวะช้อปปิ้ง แล้ววิ่งยาวผ่าน สถานีคลองเรียน ไปลงที่ สถานี ม.อ. เพื่อเดินข้ามไปซื้อของที่โลตัส หรือเดินเข้าไปหาหมอที่มอ.

จากนั้นรถจะเลี้ยวที่แยกคอหงส์เข้าสู่ถนนเพชรเกษม ผ่าน สถานีบิ๊กซี และ สถานีหาดใหญ่วิทยาลัย (ญ.ว.) เข้าสู่ใจกลางเมืองที่ สถานีน้ำพุ และ สถานีกิมหยง เชื่อมต่อกับรถไฟทางไกลที่ สถานีชุมทางรถไฟ ก่อนจะข้ามฝั่งไป สถานีหาดใหญ่ใน และสิ้นสุดปลายทางที่ สถานีรถตู้ (ตลาดเกษตร)

ดูเหมือนจะเพอร์เฟกต์ แต่คำถามสำคัญที่หายไปคือโจทย์เรื่อง First Mile และ Last Mile

อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ คือ ‘ระยะทางปากซอย’ มันคือการเดินทางช่วงแรกจากประตูบ้านมาถึงสถานี (First Mile) และการเดินทางช่วงท้ายจากสถานีไปถึงที่ทำงาน (Last Mile) บ้านคนหาดใหญ่ส่วนใหญ่อยู่ในซอยลึก หมู่บ้านจัดสรร หรือตึกแถวที่ห่างจากถนนใหญ่เกินระยะเดินไหว คุณจะยอมเดินฝ่าแดดเปรี้ยงๆ 800 เมตรเพื่อมาขึ้นสถานีไหม หรือสุดท้ายก็ต้องให้คนในบ้านขับรถออกมาส่ง หรือต้องเรียกวินมอเตอร์ไซค์ ถ้าต้องต่อรถหลายต่อแล้วลำบากกว่าเดิม คนอาจจะเลือกบิดมอเตอร์ไซค์รวดเดียวจบเหมือนเดิม นี่คือโจทย์ที่ถ้าแก้ไม่ได้ รถไฟฟ้าอาจมีแต่ความว่างเปล่า

เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวรถไฟตลาดใหม่ที่กำลังบูม

เวลาพูดถึงนักท่องเที่ยวมาเลย์ เรามักนึกถึงภาพครอบครัวใหญ่ที่ขับรถส่วนตัวเข้ามา แต่กลุ่มเป้าหมายหลักของโมโนเรลคือกลุ่มนักท่องเที่ยวอิสระ (FIT) ที่กำลังโตระเบิดระเบ้อ ซึ่งนอกจากกลุ่มวัยรุ่นที่ไม่มีรถแล้ว ยังมีกลุ่มคนที่เข็ดขยาดรถติดหน้าด่านรวมอยู่ด้วย

ใครที่เคยขับรถข้ามแดนช่วงเทศกาลจะรู้ดีว่า การติดแหง็กอยู่หน้าด่าน 3-4 ชั่วโมงเพื่อรอปั๊มพาสปอร์ตคือฝันร้าย ทำให้หลายคนเริ่มเปลี่ยนโหมดมานั่งรถไฟ ETS จากกัวลาลัมเปอร์มาลงปาดังเบซาร์ แล้วต่อรถไฟไทยเข้าสู่หาดใหญ่แทน เพราะคุมเวลาได้และขั้นตอนผ่านแดนเร็วกว่ามาก

ดังที่เห็นได้จากขบวนรถพิเศษ MySawasdee ซึ่งเป็นแคมเปญของ KTMB (การรถไฟมาเลเซีย) ที่จัดขบวนพิเศษขนคนมาเที่ยวไทยในช่วงเทศกาล แม้จะเป็นรถไฟตามฤดูกาลแต่มันพิสูจน์ให้เห็น Demand มหาศาล ส่วนในวันธรรมดาก็มีคนนั่ง ETS มาต่อรถไฟไทยเข้าหาดใหญ่ทุกวัน

คนกลุ่มนี้เมื่อมาถึง สถานีชุมทางรถไฟหาดใหญ่ พวกเขาไม่มีรถใช้และมักเจอปัญหาโลกแตกคือ เรียกรถไม่ถูก โดนโก่งราคา หรือสื่อสารไม่ได้ การมีโมโนเรลที่เชื่อมจากสถานีรถไฟไปยังย่านช้อปปิ้งหลักได้โดยตรง จะเป็นตัวเปลี่ยนเกมที่ทำให้เขาเที่ยวเมืองเราง่าย

ลองนึกภาพเวลาเราไปสิงคโปร์ ทำไมเราถึงกล้าไปเองโดยไม่ง้อทัวร์? เพราะเรารู้ว่าลงเครื่องปุ๊บ เดินเข้ารถไฟฟ้า แตะบัตรปุ๊บ ก็ไปโผล่หน้าโรงแรมหรือที่เที่ยวได้เลย โดยไม่ต้องพูดภาษาท้องถิ่น ไม่ต้องไปยืนต่อรองราคากับแท็กซี่ หรือกลัวเขาพาไปวน

โมโนเรลหาดใหญ่จะสร้างประสบการณ์ Safe & Easy แบบเดียวกันนี้ให้นักท่องเที่ยวมาเลย์ คือความรู้สึกอุ่นใจ ลงรถไฟปุ๊บ แตะบัตรขึ้นโมโนเรล จ่ายราคามาตรฐาน ไปโผล่หน้าเซ็นทรัลเฟสฯ ได้เลย นี่คือมาตรฐานการท่องเที่ยวระดับสากลที่เมืองท่องเที่ยวควรมี

จะโมโนเรลหรือรถเมล์ไฟฟ้า

นี่คือประเด็นที่น่าถกเถียงที่สุด เพราะแต่ละระบบมี ราคาที่ต้องจ่ายต่างกัน ไม่ใช่แค่เรื่องเวลา แต่รวมถึงต้นทุนและความยืดหยุ่นด้วย

ทีมรถเมล์ไฟฟ้า EV Bus ชูจุดเด่นเรื่อง ความคุ้มค่าและความยืดหยุ่น การลงทุนถูกกว่าเป็น 10 เท่า และสร้างเสร็จพร้อมวิ่งได้ภายใน 1 ปี ไม่ต้องรอ 4-5 ปีเหมือนรถไฟฟ้า ที่สำคัญคือปรับเปลี่ยนได้ วันนี้เส้นทางนี้คนน้อย ก็ย้ายรถไปวิ่งเส้นอื่นได้หรือถ้าน้ำท่วมถนนเส้นหลัก ก็เลี่ยงไปวิ่งเส้นรองได้ ไม่เหมือนโมโนเรลที่สร้างแล้วสร้างเลย รื้อถอนไม่ได้ ถ้าเจ๊งก็คืออนุสาวรีย์คอนกรีตถาวร

ทีมโมโนเรล ชูจุดเด่นเรื่อง การจัดการเมืองระยะยาว แม้ EV Bus จะดี แต่ข้อจำกัดคือ ขีดความสามารถในการขนคน (Capacity) ถือว่าต่ำกว่ามาก ถ้าหาดใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ รถเมล์อาจรับมือไม่ไหว และต้องใช้รถจำนวนมากมาวิ่ง ซึ่งก็จะไปแย่งพื้นที่ถนนคืนมาอีก

ส่วนโมโนเรล การจ่าย 1.7 หมื่นล้าน คือการซื้อโครงข่ายถาวรที่แยกออกจากถนน 100% นอกจากจะได้เรื่องเวลาที่แน่นอนแล้ว มันยังช่วยกำหนดแกนกลางของเมือง ให้ตึกสูงหรือย่านธุรกิจใหม่ๆ เกิดขึ้นตามแนวสถานีซึ่งรถเมล์ทำไม่ได้ชัดเจนเท่า

ดังนั้น คำถามไม่ใช่แค่ “อะไรถูกกว่า” แต่คือ “เรามองภาพหาดใหญ่อีก 20 ปีข้างหน้าเป็นแบบไหน” เป็นเมืองกะทัดรัดที่เน้นรถเมล์คล่องตัวหรือเมืองขยายตัวแนวดิ่งที่ต้องการขนส่งมวลชนความจุสูง

บทเรียนจากเพื่อนบ้านทำไมบางเมืองเทรถไฟฟ้าแต่บางเมืองต้องสร้างเพิ่ม

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ลองดูตัวอย่างจากเพื่อนบ้านที่เจอทางแยกในการตัดสินใจเหมือนเรา

เคสที่ 1 : เปลี่ยนจากรถไฟฟ้า เป็น รถเมล์ไฮโดรเจน (ART) – เมืองกูชิง รัฐซาราวัก มาเลเซีย | เคสนี้อยู่ใกล้บ้านเราที่สุดและน่าจับตามองมาก เดิมทีรัฐซาราวักวางแผนจะสร้างรถไฟฟ้ารางเบา (LRT) แต่เจอปัญหาค่าก่อสร้างแพงมาก จึงตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้ระบบ ART (Autonomous Rapid Transit) รถเมล์ไฮโดรเจนไร้คนขับที่วิ่งตามรางเสมือน (Virtual Track) บนถนน แต่กั้นเลนพิเศษให้

ความจริงจังของเขาคือ ล่าสุดสั่งซื้อรถ ART เพิ่มอีก 38 คันและรถ Feeder อีก 55 คันเพื่อเตรียมเปิดใช้เต็มรูปแบบในปี 2026 นี้ พิสูจน์ให้เห็นว่าถ้าเมืองวางแผนดีๆ เราอาจไม่ต้องสร้างรางเหล็กแพงๆ ก็ได้ แต่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่มาทดแทนในราคาที่ถูกกว่าเกือบครึ่ง

เคสที่ 2 : เปลี่ยนจากระบบราง เป็น รถเมล์ลอยฟ้า – เมืองเซี่ยเหมิน (Xiamen) จีน | เมืองนี้แก้ปัญหาแบบลูกผสม คืออยากหนีรถติดแต่ไม่อยากลงทุนค่ารถไฟบนฟ้าแพงๆ เลยสร้าง ทางยกระดับเหมือนโมโนเรลเป๊ะๆ แต่เอารถเมล์ BRT ขึ้นไปวิ่งข้างบนแทน ผลลัพธ์คือรถเมล์ทำความเร็วได้เท่ารถไฟฟ้าเพราะไม่มีไฟแดง และประหยัดงบก่อสร้างระบบรางไปได้มหาศาล เป็นโมเดลที่ฉลาดเลือกสำหรับเมืองที่งบน้อย

เคสที่ 3 : เปลี่ยนจากรถเมล์ เป็น โมโนเรล – เมืองเซาเปาโล บราซิล | ในทางกลับกัน เมืองเซาเปาโลเคยใช้รถเมล์แก้ปัญหาจนถึงทางตัน เมื่อคนแน่นเกินกว่าที่รถเมล์จะรับไหว (เกิน 40,000 คน/ชม.) รถเมล์กลับกลายเป็นตัวการรถติดเสียเอง รัฐบาลจึงต้องยอมทุบกระปุกสร้าง โมโนเรลสาย 15 คร่อมถนนเดิม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการขนคนให้สูงขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่รถเมล์ทำไม่ได้

ถามใจคนหาดใหญ่อยากได้แบบไหน

ในเมื่อ รฟม. รับลูกไปแล้ว และมีแนวโน้มจะดันให้เกิดจริง อนาคตของหาดใหญ่อยู่ในมือพวกเราที่จะส่งเสียง

และไม่ว่าบทสรุปจะออกมาเป็นระบบราง โมโนเรล หรือรถเมล์ไฟฟ้า สิ่งที่ผู้เกี่ยวข้องต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรกคือ ผลประโยชน์สูงสุดของเมืองหาดใหญ่ ไม่ใช่ผลประโยชน์ของกลุ่มทุนหรือใครคนใดคนหนึ่ง เพราะเงินทุกบาทคืองบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษี และผลกระทบที่เกิดขึ้น ไม่ว่าดีหรือร้าย มันจะอยู่กับเมืองและลูกหลานชาวหาดใหญ่ไปตลอดชีวิต

คุณอยู่ทีมไหนคอมเมนต์คุยกัน ?

ทีมรถส่วนตัว คล่องตัวสุด ซอกแซกได้ จอดถึงที่ ไม่ต้องเดินไกล ไม่ต้องรอรอบ

ทีมรถเมล์EV ของบทำรถเมล์ดีๆ วิ่งถี่ๆ ประหยัดงบประเทศ รถติดบ้างก็ทนเอา

ทีมจัดมาให้หมด จะราง จะล้อ ขอให้มาเถอะ เดี๋ยวเลือกใช้เองตามสถานการณ์

อ้างอิง

– อบจ.สงขลาส่งไม้ต่อ รฟม.ลุยโมโนเรลหาดใหญ่ 1.7 หมื่นล้าน – MGR Online (17 ม.ค. 2569)

– รถไฟฟ้าหาดใหญ่ มาแน่ – Headline co th (16 ม.ค. 2569)

– ข้อมูลโครงการรถไฟฟ้าโมโนเรลหาดใหญ่ (Phase 1) – สำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) / รฟม.

– Kuching Urban Transportation System (ART Project) – Sarawak Metro

– Xiamen BRT System Overview – ITDP

– São Paulo Metro Line 15 (Monorail) – Metrô de São Paulo

– KTMB MySawasdee Campaign – KTMB

__

HeartYaiComeback #HugHeartYai

#CurioCity #HatyaiConnext #Monorail #HatyaiMonorail #Transporation

#หาดใหญ่ #ข่าวหาดใหญ่ #รถไฟฟ้าหาดใหญ่

#ขนส่งสาธารณะ #รถเมล์ไฟฟ้า #รถไฟหาดใหญ่