ใครว่าคลองแหเงียบ ? ก้าวต่อไปของตลาดน้ำที่ (เคย) ใกล้ตาย ส่วนผสมที่ลงตัวที่ทำให้คลองแหกลับมาน่าเที่ยวอีกครั้ง

จบลงไปแล้วสำหรับงาน ‘Float & Feast คลองแหมหัศจรรย์’ (13-15 กุมภาพันธ์ 2569) โปรเจกต์ที่เปลี่ยนสะพานข้ามคลองแหให้กลายเป็นพื้นที่ทดลองทางวัฒนธรรม

หากมองผิวเผิน นี่คืองานอีเวนต์ที่นำความคึกคักกลับมาสู่ตลาดน้ำ แต่หากมองให้ลึกลงไปในตัวเลขและพฤติกรรมผู้คน นี่คือพื้นที่ทดลองและวิจัยขนาดใหญ่ที่กำลังบอกทิศทางความเป็นความตายของตลาดน้ำคลองแหในอนาคต

สะพานเชื่อมโอกาส

สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดจากงานนี้คือการพิสูจน์สมมติฐานที่ว่า ‘สะพาน’ ไม่ได้มีไว้แค่ให้คนเดินผ่าน มันคือทำเลทองที่ถูกมองข้ามมาตลอด การเปิดพื้นที่ฟรีให้ผู้ประกอบการหน้าใหม่และคนในชุมชนได้นำสินค้าขึ้นมาขายบนสะพาน เปลี่ยนพื้นที่ทางผ่านให้กลายเป็นจุดแวะใหม่ที่ทำให้คนต้องหยุดเดิน เสียงสะท้อนจากชุมชนเป็นไปในทิศทางเดียวกันว่าสะพานช่วยกระตุ้นให้ตลาดดูมีชีวิตชีวาขึ้น พ่อค้าแม่ขายที่เคยขายอยู่ด้านในลึกๆ เมื่อลองเปิดใจย้ายหน้าร้านขึ้นมาบนสะพาน กลับพบว่ายอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จนเกิดกระแสเรียกร้องให้มีการจัดพื้นที่แบบนี้อย่างสม่ำเสมอทุกเสาร์-อาทิตย์ เพราะนี่คือการออกแบบทิศทางการไหลเวียนของผู้คนใหม่ เพื่อแก้ปัญหาพื้นที่บอดและเพิ่มโอกาสในการขาย

ความจริงที่เจ็บปวด

แต่ในความสำเร็จ ก็มี ‘ความจริง’ ที่ต้องยอมรับ ผลประกอบการตลอด 3 วันชี้ชัดว่า ตลาดน้ำคลองแหใน พ.ศ. นี้ มีโครงสร้างประชากรนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติ (โดยเฉพาะมาเลเซีย) ที่สูงถึง 80% ส่งผลโดยตรงต่อยอดขาย โดยพบว่า Food is King ร้านของกิน โดยเฉพาะร้านที่เป็น ‘ฮาลาล’ และมีคนขายเป็นมุสลิมคือผู้ชนะในเกมนี้ ตัวเลขยอดขายร้านไอศกรีมที่พุ่งแตะวันละ 10,000 บาท ในขณะที่ร้านของกินทั่วไปเฉลี่ยอยู่ที่ 1,000 บาท สะท้อนว่าความเชื่อมั่นในตราฮาลาลและรูปลักษณ์คนขายคือปัจจัยตัดสินใจซื้ออันดับหนึ่งของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้

ในทางกลับกันงานคราฟต์และงานฝีมือที่พยายามนำเสนอความคิดสร้างสรรค์กลับมียอดขายเฉลี่ยเพียงวันละ 200 บาทต่อร้าน การทดลองเปิดพื้นที่นี้บอกว่านักท่องเที่ยวมาเลเซียส่วนใหญ่อาจจะยังไม่เข้าใจหรือไม่ได้มองคลองแหเป็นแหล่งเสพงานศิลป์ โจทย์ใหญ่ต่อไปคือจะทำอย่างไรให้งานคราฟต์เหล่านี้กินได้หรือใช้งานง่ายในสายตาพวกเขา

รอยต่อที่เริ่มประสาน

ความงดงามที่ซ่อนอยู่หลังตัวเลขคือมิติทางสังคมที่งานนี้ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมต่อระหว่างรุ่น เราได้เห็นภาพของคนเฒ่าคนแก่ที่เก็บตัวเงียบมานาน ได้มีพื้นที่แสดงฝีมือทางวัฒนธรรมที่พวกเขาภูมิใจ ไม่ว่าจะเป็นงานใบตองหรืองานขนมโบราณ แม้ในช่วงแรกจะมีแรงเสียดทานจากผู้ประกอบการรุ่นเก่าบางรายที่ยังยึดติดกับวิถีเดิม แต่เมื่อเห็นความสำเร็จของเพื่อนบ้านที่กล้าปรับตัวขึ้นมาอยู่บนสะพาน กำแพงแห่งความระแวงก็เริ่มทลายลง การผสมผสานระหว่าง DNA ดั้งเดิมของปราชญ์ชาวบ้านกับความสดใหม่ของผู้ประกอบการรุ่นลูกหลานคือสูตรสำเร็จที่ทำให้คลองแหดูไม่เชยและไม่ล้ำจนหลุดโลก

ขนมโคและวิถีลุ่มน้ำ

โมเมนตัมนี้ต้องไม่หยุดแค่เสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา ปลายเดือนนี้คลองแหกำลังจะเปิดพื้นที่รอบที่สองในงาน ‘คลองแหมหัศจรรย์ : River Festival Series’ ระหว่างวันที่ 27-28 กุมภาพันธ์ 2569 คราวนี้โจทย์จะขยับจากการค้าขายไปสู่การเล่นและประชันอัตลักษณ์

โดยมีไฮไลต์ที่น่าจับตามองคือศึกขนมโคแห่งศักดิ์ศรี ในวันศุกร์ที่ 27 ก.พ. พบกับการแข่งขันทำ ‘ขนมโค’ ขนมพื้นบ้านในตำนาน ภายใต้โจทย์ท้าทายความคิดสร้างสรรค์ที่ต้องทำให้เสร็จใน 60 นาที นี่คือเวทีที่จะพิสูจน์ว่าขนมโคจะไปไกลกว่าแค่แป้งห่อตาลโตนดได้หรือไม่

นอกจากนี้ยังมีการเปิดสนามเด็กเล่นภูมิปัญญา เพื่อรื้อฟื้นการละเล่นพื้นบ้านอย่าง ‘มวยตับจาก’ และ ‘ไม้โถกเถก’ ที่หาดูยากให้กลับมาสร้างสีสันให้ลานวัดคลองแหอีกครั้ง พร้อม Workshop งานฝีมือที่แต้มสีสันให้เมือง งานนี้ขอท้าให้ทุกคนสลัดชุดเที่ยวห้าง มานุ่ง ‘สไบ’ หรือชุดพื้นถิ่นเพื่อร่วมกันสร้างบรรยากาศใหม่ของตลาดน้ำย้อนยุคให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

คลองแหในวันนี้อาจไม่ใช่ตลาดน้ำของคนไทย 100% เหมือนในอดีต การยอมรับความเปลี่ยนแปลง ปรับตัวเข้าหากลุ่มเป้าหมายใหม่โดยไม่ทิ้งรากเหง้าวัฒนธรรมเดิมคือหนทางเดียวที่จะทำให้ตำนานตลาดน้ำแห่งแรกของภาคใตยังคงลอยลำอยู่ได้ในกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลง

#HatyaiConnext #PSU

#คลองแหมหัศจรรย์ #FloatAndFeast #KhlongHaeSandbox #HalalTourism #RiverFestival #เที่ยวหาดใหญ่ #ขนมโค #เศรษฐกิจสร้างสรรค์