ประเทศที่ความจริงต้องรอ ความโปร่งใสที่ลดลงเรื่อยๆ ยินดีต้อนรับสู่แดนสนธยาที่ความยุติธรรมบางตาและความจริงเป็นสิ่งต้องห้าม

เคยสงสัยไหมว่าทำไมในประเทศนี้ ‘ความจริง’ มักเดินทางมาช้ากว่า ‘ข่าวลือ’ เสมอ? ไม่ว่าจะเป็นผลการเลือกตั้งที่ต้องรอ กกต. รับรองกันข้ามวันข้ามคืน หรือล่าสุดกับเหตุการณ์ระทึกขวัญที่หาดใหญ่ เมื่อมีคำสั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีคนร้ายแย่งปืนตำรวจโดยขีดเส้นตายไว้ที่ 3 วัน

ในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลส่งถึงกันในเสี้ยววินาที ทำไมเรายังต้องรอคอยความชัดเจนแบบ เช้าชามเย็นชาม ซ้ำแล้วซ้ำเล่า? ลองมาถอดรหัสเบื้องหลังวัฒนธรรมการรอคอย ที่สัมพันธ์โดยตรงกับ ‘ดัชนีความโปร่งใส’ ของไทยที่กำลังดิ่งลงเหว จนกลายเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย

มหากาพย์เลือกตั้งความโปร่งใสที่หายวับ

หากจะพูดถึงหลักฐานความล้มเหลวของความโปร่งใสที่ชัดเจนที่สุด คงหนีไม่พ้น ‘มหกรรมเลือกตั้ง 69’ ที่ไม่ได้เกิดขึ้นแค่จุดเดียว แต่กระจายตัวเป็นวงกว้างจนนำไปสู่กระแสการนับคะแนนใหม่ทั้งประเทศ

ข้อมูลจากภาคประชาชน (Vote62) และสื่อมวลชนได้บันทึกความผิดปกติไว้มากมาย ตั้งแต่ไฟดับแต่พัดลมติดที่นนทบุรี ผ้าดำคลุมกล้องวงจรปิดที่ปทุมธานี บัตรเขย่งระดับหมื่นใบที่พัทลุงและศรีสะเกษ ไปจนถึงกรณีที่ กปน. แอบกาบัตรเองที่พะเยา สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่ความผิดพลาดทางเทคนิค อาจเรียกได้ว่าคือความล้มเหลวเชิงระบบที่สะท้อนว่าองค์กรอิสระอย่าง กกต. กำลังทำหน้าที่สวนทางกับชื่อของตัวเอง

เมื่อบัตรเขย่งกลายเป็นเรื่องปกติ

ความผิดปกติที่ท้าทายตรรกะที่สุดคือปรากฏการณ์บัตรเขย่ง เมื่อจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือก ส.ส.เขต (บัตรเขียว) กับ บัญชีรายชื่อ (บัตรชมพู) ไม่เท่ากันในระดับที่น่าตกใจ

จากการตรวจสอบพบว่ามีเพียง 10 เขตจากทั่วประเทศที่ตัวเลขตรงกัน ส่วนที่เหลือมีความคลาดเคลื่อนมหาศาล เช่น แพร่ เขต 3 บัตรเขียวมากกว่าชมพู 11,036 ใบ หรือ ศรีสะเกษ เขต 6 มากกว่า 10,408 ใบ การที่ กกต. อ้างว่าเป็นเรื่องปกติของการนับคะแนนไม่เป็นทางการคือการดูถูกสติปัญญาประชาชน เพราะในทางปฏิบัติผู้มีสิทธิได้รับบัตร 2 ใบพร้อมกัน การที่ตัวเลขจะต่างกันหลักหมื่นคนนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในทางสถิติ

สามวันเพื่อความจริงหรือเพื่อซื้อเวลา

กลับมาที่กรณี โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ หาดใหญ่ การที่เยาวชนอายุ 18 ปี สามารถแย่งชิงอาวุธปืนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจจนนำไปสู่เหตุวิกฤต เป็นเรื่องที่สังคมต้องการคำตอบเดี๋ยวนี้ว่าเกิดจากความหละหลวมหรือเหตุสุดวิสัย

การที่รัฐเลือกใช้กลไก การตั้งคณะกรรมการตรวจสอบและขอเวลา 3 วัน ในทางรัฐประศาสนศาสตร์ สิ่งนี้สะท้อนถึง Bureaucratic Inertia หรือความเฉื่อยเนือยของระบบราชการ ที่มักใช้ ‘ระเบียบวิธี’ เป็นเกราะกำบังความผิดพลาด การทอดเวลาออกไปมักไม่ใช่แค่เพื่อหาข้อมูล แต่คือการประวิงเวลาเพื่อลดกระแสสังคมและเตรียมการสื่อสารเพื่อลดความเสียหายต่อองค์กรมากกว่าการมุ่งเน้นความรับผิดชอบ

ต่ำสุดในประวัติศาสตร์14ปี

วัฒนธรรมการ ‘ดึงเรื่อง’ ‘ซุกปัญหา’ และ ‘โกงซึ่งหน้า’ นี้เอง คือรากเหง้าที่ทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลกตกต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์

จากการจัดอันดับขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International – TI) ปีล่าสุด ประเทศไทยได้คะแนนความโปร่งใสเพียง 33 จาก 100 คะแนน ซึ่งถือเป็นสถิติที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เราเข้าร่วมการจัดอันดับเมื่อ 14 ปีก่อน หนำซ้ำอันดับโลกของเรายังร่วงกราวรูดจากที่ 107 ลงมาอยู่ที่ 116 จาก 182 ประเทศทั่วโลก แพ้แม้กระทั่งเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามหรือ สปป.ลาว

อำนาจของการกักขังข้อมูล

ทำไมรัฐถึงชอบให้รอ? และทำไมเราถึงสอบตกเรื่องความโปร่งใส? ทฤษฎี Information Asymmetry ความไม่สมมาตรของข้อมูล ของ Joseph Stiglitz อธิบายไว้ว่า ผู้มีอำนาจมักจะรักษาอำนาจด้วยการทำให้ประชาชน ‘รู้น้อยกว่า’ และ ‘รู้ช้ากว่า’

การปล่อยให้ประชาชนรอ 3 วันสำหรับผลสอบตำรวจทำปืนหายหรือการปล่อยให้รอผลเลือกตั้งข้ามวันข้ามคืนคือการรักษา Information Monopoly เพื่อให้รัฐมีเวลาในการแต่งตัวข้อมูลให้ดูดีที่สุด ก่อนปล่อยสู่สาธารณะ ซึ่งกระบวนการนี้เองที่กัดกร่อนความเชื่อมั่นของประชาชนจนพังทลาย เพราะในโลกความจริง ความยุติธรรมที่ล่าช้าคือความอยุติธรรม

ประเทศที่ต้องรอ

ตราบใดที่กระบวนการตรวจสอบยังล่าช้า เต็มไปด้วยพิธีรีตองและองค์กรตรวจสอบขาดความเป็นกลาง เราก็คงหนีไม่พ้นกับดักของการเป็น The Land of Waiting ที่ความจริงต้องรออนุมัติ

ไม่ว่าจะเป็นผลสอบคดีโรงเรียนพะตงหรือผลการเลือกตั้งที่ค้างคา หากสุดท้ายคำตอบที่ได้เป็นเพียงกระดาษเปื้อนหมึกที่ไม่มีใครต้องรับผิดชอบ มันจะเป็นอีกหนึ่งหลักฐานที่ตอกย้ำว่า คะแนนความโปร่งใสอันดับที่ 116 ของโลก ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ กลับเป็นกระจกสะท้อนเผลงานที่สั่งสมมาจากวัฒนธรรมการซื้อเวลาและการตรวจสอบกันเองเหล่านี้ต่างหาก

อ้างอิง

– Stiglitz, J. E. (2002). Transparency in Government. The World Bank.

– Transparency International. (2026). Corruption Perceptions Index 2025.

– Weber, M. (1947). The Theory of Social and Economic Organization.

– Panpaporn Udchachon. (2569). มัดรวม สารพัดปัญหาเลือกตั้ง 69. The MATTER.

#HatyaiConnrxt #CurioCity

#ความโปร่งใส #เลือกตั้ง69 #บัตรเขย่ง #นับคะแนนใหม่ทั้งประเทศ #นับใหม่ทั้งประเทศ #กกต #CorruptionIndex