แหลงใต้-กลางได้-จีนชัด สรุปแล้ว สำเนียงหาดใหญ่ ต้องเป็นแบบไหนจากชุมทางรถไฟสู่ชุมทางสำเนียงที่ไม่มีใครเหมือน

เคยสงสัยไหมว่าทำไม ‘สำเนียง’ ของคนหาดใหญ่ถึงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว?

ถ้าคุณฟังดีๆ จะพบว่าสำเนียงหาดใหญ่ไม่ใช่แค่ภาษาใต้ และก็ไม่ใช่ภาษากลางเสียทีเดียว แต่มันคือลูกผสมที่เกิดขึ้นในเมืองที่เปรียบเสมือน Salad Bowl of Culture ชามสลัดทางวัฒนธรรม

ขอพาไปเจาะลึกด้วยแว่นตาทางภาษาศาสตร์และสังคมศาสตร์ ว่าทำไมคนหาดใหญ่ถึงพูดแบบที่พูดอยู่ และจริงๆ แล้ว ‘คนหาดใหญ่’ คือใครกันแน่?

รากเหง้ามรดกสุโขทัยในพื้นที่คลองอู่ตะเภา

แม้หาดใหญ่จะเป็นเมืองใหม่ แต่พื้นที่เดิมตั้งอยู่บนรากฐานทางภาษาที่เก่าแก่ ข้อมูลจาก เจมส์ มาร์วิน บราวน์ (James Marvin Brown) นักภาษาศาสตร์ชื่อดัง ระบุว่าภาษาถิ่นในโซนสงขลา มีวิวัฒนาการแยกตัวมาจากภาษาสุโขทัย ตั้งแต่สมัย ค.ศ. 1300 เดิมทีคนในพื้นที่ระแวกนี้จะพูด ‘สำเนียงสงขลา’ ซึ่งมีจังหวะเนิบและทอดเสียงยาวกว่าสำเนียงนครศรีธรรมราช นี่คือ วัตถุดิบแรกในชามสลัด ก่อนที่เครื่องปรุงรสชาติใหม่ๆ จะถูกเติมเข้ามา

รถไฟสายวัฒนธรรม

จุดเปลี่ยนที่แท้จริงเริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2458 เมื่อรถไฟสายใต้เคลื่อนตัวมาสู่หาดใหญ่ พื้นที่แห่งนี้กลายเป็นขุมทองใหม่ที่ดึงดูดผู้คนมหาศาล ทั้งชาวจีน หลากหลายกลุ่มภาษา ชาวมลายู และคนไทย

สังคมหาดใหญ่จึงไม่ได้หลอมรวมจนกลายเป็นเนื้อเดียวกัน ที่แต่ละวัฒนธรรมยังคงรสชาติของตัวเองไว้ คนจีนยังคงอัตลักษณ์การค้าและภาษา คนใต้ยังคงความจัดจ้าน และคนมุสลิมยังคงวิถีศรัทธา ทั้งหมดนี้ถูก คลุกเคล้าอยู่ในชามใบเดียวกันที่เรียกว่า ‘เมืองหาดใหญ่’ จนเกิดเป็นสำเนียงที่กระชับ ห้วน และมีการยืมคำข้ามวัฒนธรรมกันไปมาอย่างสนุกสนาน

นิยามใหม่ใครคือคนหาดใหญ่ในบริบทตั้งแต่วันแรก

หากย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ตั้งแต่ Day 1 ที่วางรางรถไฟ หาดใหญ่คือเมืองที่ไม่มีเจ้าถิ่นอย่างแท้จริง ทุกคนที่อยู่ที่นี่ล้วนเป็นผู้มาใหม่ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งทั้งสิ้น

ดังนั้น นิยามของ ‘คนหาดใหญ่’ จึงไม่เคยถูกจำกัดด้วยสูติบัตรหรือ DNA แต่ถูกนิยามด้วย ‘ฟังก์ชัน’ ในการขับเคลื่อนเมือง ไม่ว่าคุณจะเป็นลูกหลานจีนที่อยู่มา 3 รุ่น เป็นคนพัทลุงหรือนครฯ ที่ย้ายมาทำงานราชการ เป็นเด็กจังหวัดอื่นที่มาเรียน ม.อ. แล้วหลงรักเมืองนี้จนไม่กลับบ้าน หรือเป็นพ่อค้าแม่ขายที่แวะเวียนมาทำมาหากิน ทั้งหมดนี้คือ ‘คนหาดใหญ่’

เพราะบริบทของเมืองถูกออกแบบมาให้เป็น Hub ศูนย์กลางแห่งการต้อนรับและความหลากหลายมาตั้งแต่ต้น การที่คุณเข้ามาใช้ชีวิต ทำงาน และเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศเมือง ก็เพียงพอแล้วที่จะบอกว่าคุณคือส่วนผสมสำคัญในชามสลัดใบนี้

บทสรุปสำเนียงแห่งความเข้าใจ

จากความหลากหลายทางที่มา นำมาสู่คำตอบเรื่องสำเนียงของคนหาดใหญ่ยุคปัจจุบัน ที่แบ่งกลุ่มผู้พูดออกเป็น 2 ลักษณะตามต้นทุนที่ติดตัวมา

กลุ่มแรกคือ กลุ่มนักสลับภาษา (The Code-Switchers) ซึ่งเติบโตในจุดตัดวัฒนธรรม มีทักษะยืดหยุ่นสูง สามารถสับสวิตช์ภาษาได้ดั่งใจ หันซ้ายแหลงใต้ หันขวาพูดกลางทองแดง หรือหลุดคำจีนออกมา สะท้อนภาพจำของคนหาดใหญ่ยุคเดอะ

ส่วนอีกกลุ่มคือ กลุ่มคนเมืองยุคใหม่ (The Urban Passive-Bilinguals) คือลูกหลานคนหาดใหญ่รุ่นใหม่ หรือคนที่ย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ ที่อาจจะพูดใต้ไม่ได้หรือพูดได้แค่กลางทองแดง เพราะภาวะการเคลื่อนย้ายทางภาษา (Language Shift) ในครอบครัว หรือพื้นเพเดิมไม่ใช่คนใต้ แต่คนกลุ่มนี้จะมีสกิลฟังรู้เรื่อง เข้าใจทุกบริบทของภาษาถิ่น

ดังนั้น สุดท้ายแล้วไม่ว่าคุณจะแหลงใต้ไฟแลบ พูดกลางทองแดง หรือพูดจีนชัดเป๊ะ ถ้าคุณเข้าใจจังหวะชีพจรของเมืองนี้ และอยู่ร่วมกับความแตกต่างในชามสลัดใบนี้ได้ คุณก็คือ ‘คนหาดใหญ่’ โดยสมบูรณ์แบบ

อ้างอิง

– Brown, J. M. (1965). From Ancient Thai to Modern Dialects. Bangkok: Social Science Association Press of Thailand

– Skinner, G. W. (1957). Chinese Society in Thailand: An Analytical History. Cornell University Press

– Morita, L. (2003). Language Shift in the Thai Chinese Community

– Li, J. (2018). Chinese Loanwords in Thai Language

__

#HeartYaiComeback #HugHeartYai

#CurioCity #HatyaiConnext #หาดใหญ่ #คนหาดใหญ่ #ภาษาศาสตร์ #สังคมศาสตร์