ข้ามไปเนื้อหา
เมือง 18 ม.ค. 2569 โดย Hatyai Connext

กลิ่นเมืองที่เปลี่ยนไป ทำไมหาดใหญ่ถึงยังมีกลิ่นทั้งที่ขยะเริ่มน้อย ปรากฏการณ์ ‘ลมหายใจตกค้าง’ ที่ทิ้งกลิ่นจางๆ ไม่ให้จางหาย

ช่วงนี้หลายคนอาจรู้สึกเหมือนกันแบบไม่ทันสังเกต แม้กองขยะใหญ่ๆ หน้าปากซอยจะถูกเก็บไปหมดแล้ว ถนนหนทางดูสะอาดตาขึ้น แต่ในบางจังหวะของวัน โดยเฉพาะตอนลมพัดวูบมา หรือช่วงหัวค่ำ จะมีกลิ่นแปลกๆ ลอยมาเตะจมูก เป็นกลิ่นที่อธิบายยาก ไม่ใช่เหม็นเน่ารุนแรงเหมือนช่วงแรก แต่เป็นกลิ่นตุๆ เอียนๆ อับๆ เหมือนกลิ่นดินผสมสารเคมีจางๆ

อาการนี้ไม่ใช่เราคิดไปเอง แต่มันคือปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์ที่เรียกว่า Post-Flood Odor หรือ ‘กลิ่นตกค้างหลังน้ำลด’ ซึ่งไม่ได้มาจากขยะบนดิน แต่มาจาก 2 สาเหตุหลักที่ซ่อนอยู่และมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า

กลิ่นปริศนามาจากไหน

ปรากฏการณ์ MVOCs (Microbial Volatile Organic Compounds) เรียกง่ายๆ ว่า ‘กลิ่นลมหายใจของเชื้อรา’ แม้เราจะล้างพื้นผิวจนสะอาด แต่ความชื้นมหาศาลยังฝังลึกอยู่ในรูพรุนของเมือง ทั้งในผนังปูน ใต้อิฐตัวหนอน หรือเนื้อไม้ เมื่อเชื้อราและแบคทีเรียที่ซ่อนอยู่เติบโต มันจะปล่อยก๊าซระเหยออกมา เป็นกลิ่นอับชื้นเฉพาะตัวที่ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ

อีกส่วนคือระเบิดเวลาในท่อระบายน้ำ ถนนแห้งแล้ว แต่ในท่อยังไม่แห้ง โคลนเลนจำนวนมหาศาลที่ถูกกวาดลงท่อไป กำลังเกิดการย่อยสลายแบบไม่ใช้ออกซิเจน (Anaerobic Digestion) อยู่เงียบๆ ใต้เท้าเรา กระบวนการนี้ผลิตก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์หรือก๊าซไข่เน่าจางๆ สะสมไว้ พอลมตีกลับหรือความกดอากาศเปลี่ยน กลิ่นพวกนี้ก็จะดันตัวขึ้นมาตามฝาท่อ

ต้องทนอีกนานแค่ไหน

โดยปกติกลิ่นตกค้างแบบนี้ จะอยู่กับเมืองไปอีกประมาณ 1 ถึง 3 เดือน ไม่ได้หายไปทันที ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลักที่จะช่วยเร่งให้กลิ่นจางลง

เริ่มจาก ‘แดด’ ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่สุด รังสี UV จะช่วยฆ่าเชื้อราที่ผิวดินและเร่งให้ความชื้นระเหย ยิ่งแดดจัด กลิ่นยิ่งหายไว ต่อมาคือ ‘ลม’ ถ้าลมพัดดี อากาศถ่ายเท ก๊าซที่สะสมในจุดอับจะถูกเจือจางได้เร็ว ส่วนปัจจัยสุดท้ายคือ ‘ฝน’ ที่เปรียบเสมือนดาบสองคม แม้ฝนช่วยชะล้างฝุ่นพิษได้ แต่ก็เติมความชื้นกลับเข้าไปในระบบ ทำให้เชื้อราเติบโตต่อได้อีก

ภารกิจไล่กลิ่นฉบับรัฐและเรา

เพื่อให้เมืองกลับมมากลิ่นดีหรืออย่างน้อยก็ไม่มีกลิ่นเหมือนเดิม ต้องอาศัยการทำงานสองประสาน ระหว่างมาตรการเชิงรุกของเทศบาลกับวิธีรับมือฉบับคนธรรมดา

หน้าที่หลักของเทศบาล การฉีดล้างถนนแค่ผิวหน้าไม่เพียงพอ สิ่งที่ต้องเร่งทำคือการลอกท่อ ต้องดูดโคลนเลนที่ตกตะกอนก้นท่อออกให้หมด เพื่อตัดวงจรการหมักหมมของก๊าซไข่เน่า ควบคู่ไปกับ การเติมจุลินทรีย์บำบัด ในจุดน้ำขังหรือท่อที่เข้าถึงยาก เพื่อช่วยลดกลิ่นเหม็นจากการย่อยสลายได้ดีกว่าปล่อยให้แห้งเองตามธรรมชาติ

หน้าที่เราฉบับคนธรรมดา เราคงไปลอกท่อเองไม่ไหว สิ่งที่ทำได้ง่ายๆ แบบไม่เหนื่อย เพื่อเซฟปอดและจมูกตัวเองคือ การเปิดบ้านรับลม อย่าปิดบ้านทึบ เปิดหน้าต่างสองฝั่งให้ลมพัดผ่าน เพื่อไล่ความชื้นสะสมในบ้าน หาตัวช่วยดูดกลิ่น อย่างถ่านหุงต้มหรือกากกาแฟใส่ถ้วยมาวางตามมุมบ้าน และที่สำคัญที่สุดคือ เช็คแผ่นกรองแอร์เพราะฝุ่นเชื้อราอาจเข้าไปติดอยู่ข้างใน การถอดฟิลเตอร์มาล้างน้ำเปล่าบ้างหรือเปลี่ยนแผ่นกรองอากาศ จะช่วยลดการสูดดมเชื้อราเข้าปอดตอนนอนได้ดีที่สุด

กลิ่นนี้คือสัญญาณเตือนว่า #แผลน้ำท่วม หายยากกว่าที่คิด แม้น้ำจะแห้งไปแล้ว แต่การเยียวยาเมืองให้กลับมาสุขภาพดี 100% ยังต้องใช้เวลาและการจัดการที่ลึกกว่าแค่ตาเห็น

อ้างอิง

– CDC. (2020). Mold after a disaster.

– Hvitved-Jacobsen, T. et al. (2013). Sewer processes. Journal of Water and Health.

– U.S. EPA. (2023) Volatile Organic Compounds’ Impact on Indoor Air Quality

– กรมอนามัย คู่มือประชาชน: การจัดการสุขาภิบาลและอนามัยสิ่งแวดล้อมที่พักอาศัยหลังน้ำลด

__

#HeartYaiComeback #HugHeartYai

#CurioCity #HatyaiConnext #น้ำท่วมหาดใหญ่ #หาดใหญ่ #กลิ่นเมือง #กลิ่นเมืองหาดใหญ่