
กระแสเรียกร้องนับใหม่ทั้งประเทศกำลังลุกฮือขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ผ่านพ้นไปพร้อมกับคำถามมากมาย ข้อมูลจาก Vote62 เปิดเผยว่ามีรายงานความผิดปกติเข้ามาเกือบ 5,000 กรณี โดยเฉพาะปัญหาเรื่องการนับคะแนนที่มากที่สุด
ภาพจำที่ชัดเจนที่สุดคือปรากฏการณ์ เขต 7 ปทุมธานี ที่ประชาชนต้องรวมตัวกดดันข้ามคืนจน กกต. ยอมให้นับคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าใหม่ ซึ่งผลปรากฏว่าคะแนนเปลี่ยนจริงและผู้สมัครพรรคประชาชนได้คะแนนเพิ่มขึ้น หรือกรณีสุดวิสัยที่ เขต 3 ขอนแก่น ซึ่งคะแนนพรรคภูมิใจไทยพุ่งผิดปกติไปเกือบ 10,000 คะแนน แต่เมื่อทักท้วงและนับใหม่กลับเหลือเพียง 989 คะแนน ล่าสุดที่ชลบุรีที่คนชลไม่ยอมไปไหนทั้งวันทั้งคืน และอีกหลายจุดทั่วประเทศที่ยังถามหาความโปร่งใส
เหตุการณ์เหล่านี้ตอกย้ำว่าการนับคะแนนใหม่ไม่ใช่เรื่องที่ทำไม่ได้ เป็นกลไกปกติในระบอบประชาธิปไตยทั่วโลก เพื่อรักษาความชอบธรรม จากปรากฏการณ์ในไทยขณะนี้ ลองมาดู 4 กรณีศึกษาสำคัญระดับโลก ที่พิสูจน์ว่าเมื่อเกิดข้อกังขา การหยุดเพื่อตรวจสอบย่อมดีกว่าการปล่อยผ่านไป
แพ้ชนะวัดกันที่ทศนิยม
เริ่มที่ตำนานคลาสสิกปี 2000 ศึกชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระหว่าง จอร์จ ดับเบิลยู. บุช และ อัล กอร์ รัฐฟลอริดากลายเป็นสนามรบตัดสินชะตา เพราะคะแนนห่างกันแค่ 0.009% (บุชนำอยู่พันกว่าคะแนนจากบัตรเกือบ 6 ล้านใบ)
กฎหมายรัฐฟลอริดาระบุชัดเจนว่า ถ้าส่วนต่างน้อยกว่า 0.5% ให้นับใหม่ด้วยเครื่องทันที ผลปรากฏว่าช่องว่างลดลงเหลือแค่หลักร้อย ฝ่ายอัล กอร์ จึงขอนับด้วยมือต่อในเขตที่มีปัญหา แต่เกิดดราม่าเรื่องบัตรเจาะรูไม่ขาดว่าจะนับเป็นคะแนนดีไหม สุดท้ายศาลสั่งยุติด้วยเหตุผลเรื่องมาตรฐานที่ไม่เท่าเทียมกันในแต่ละเขต บุชจึงชนะไปอย่างเป็นทางการเพียง 537 คะแนน กลายเป็นแผลใจของเดโมแครตมาจนถึงทุกวันนี้
ผิดขั้นตอนเท่ากับโมฆะ
ข้ามมาที่ออสเตรีย ปี 2016 กรณีนี้โหดกว่า เพราะศาลสั่งเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศไม่ใช่แค่นับใหม่ การแข่งขันระหว่าง อเล็กซานเดอร์ ฟาน เดอร์ เบลเลน (ฝ่ายซ้าย/กรีน) กับคู่แข่งฝ่ายขวาจัด มีจุดเปลี่ยนอยู่ที่ซองจดหมาย ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบพบว่า บัตรเลือกตั้งทางไปรษณีย์กว่า 7 หมื่นใบ ถูกแกะซองออกก่อนเวลาเพื่อให้นับได้เร็วขึ้นและบางส่วนนับโดยไม่มีพยานรู้เห็น แม้จะหาหลักฐานการโกงคะแนนไม่เจอ แต่ศาลวางบรรทัดฐานว่า “แค่ขั้นตอนผิดระเบียบ ก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดการทุจริตแล้ว” จึงสั่งให้ผลเป็นโมฆะ ต้องจัดเลือกตั้งรอบชิงดำใหม่อีกครั้ง ซึ่งผลรอบใหม่ ฟาน เดอร์ เบลเลน ชนะขาดลอยกว่าเดิม
นับสามรอบเพื่อจบข้อครหา
ความมั่นใจสร้างไม่ได้ด้วยคำพูดแต่ต้องด้วยการกระทำ รัฐจอร์เจีย ในปี 2020 คือตัวอย่างที่ดีที่สุด โจ ไบเดน เฉือนชนะ โดนัลด์ ทรัมป์ แบบหายใจรดต้นคอ รัฐนี้เลยจัดหนักด้วยการนับคะแนนถึง 3 รอบ
รอบแรกนับด้วยเครื่อง รอบสองใช้วิธี Risk-Limiting Audit คือการระดมคนมานับบัตรด้วยมือทุกใบจำนวน 5 ล้านใบ เพื่อรีเช็กความแม่นยำของเครื่อง และรอบสามทีมทรัมป์ขอใช้สิทธิตามกฎหมายให้นับเครื่องอีกที ผลลัพธ์ยืนยันว่าไบเดนชนะทั้ง 3 ครั้ง จบข่าวด้วยความโปร่งใสไร้ข้อกังขา
ระบบคอมพิวเตอร์ก็พลาดได้
ปิดท้ายด้วยเคสแปลกแต่จริงจากสวิตเซอร์แลนด์ รัฐทิซิโน ปี 2011 ผู้สมัครสภาผู้แทนฯ สองคนได้คะแนนเท่ากันเป๊ะที่ 23,979 คะแนน การตัดสินครั้งแรกใช้วิธี จับสลากด้วยคอมพิวเตอร์ ซึ่งฝ่ายหนึ่งชนะไป
แต่อีกฝ่ายร้องเรียนว่าอัลกอริทึมของคอมพิวเตอร์ตรวจสอบไม่ได้ ศาลสูงสุดจึงสั่งยกเลิกผลนั้น และให้ทำการ จับสลากใหม่ด้วยมือต่อหน้าสักขีพยาน ผลพลิกกลับตาลปัตร ผู้ที่เคยแพ้กลับกลายเป็นผู้ชนะในรอบนี้ สะท้อนให้เห็นว่าในบางครั้ง ความเชื่อมั่นในระบบ Analog ที่ตรวจสอบได้ด้วยตาเปล่า ก็อาจจะสูงกว่าระบบ Digital ที่ซับซ้อน
จากเคสนับใหม่จากทั่วโลกและเหตุการณ์ในไทยครั้งนี้บอกเราชัดเจนครับว่า หากตัวเลขสูสี หรือกระบวนการมีพิรุธ การนับคะแนนใหม่ไม่ใช่เรื่องยากอไร เพราะแค่การนับใหม่เป็นทางออกเดียวที่จะรักษาความศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยเอาไว้
อ้างอิง
– ชนากานต์ อาทรประชาชิต. (2569, กุมภาพันธ์ 9). นับคะแนนใหม่ทั้งประเทศ ปรากฏการณ์ชั่วข้ามคืน. The Active.
– Supreme Court of the United States. (2000). Bush v. Gore.
– Constitutional Court of Austria. (2016). W I 6/2016 Decision.
#HatyaiConnext
#นับใหม่ทั้งประเทศ #นับคะแนนใหม่ทั้งประเทศ #เลือกตั้ง69 #การเมืองต่างประเทศ #ประชาธิปไตย