
เรามักคุยกันเรื่องภัยธรรมชาติ สภาพอากาศแปรปรวน หรือผังเมืองที่ล้าหลังว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้หาดใหญ่ต้องเผชิญกับวิกฤตซ้ำซาก แต่มีอีกหนึ่ง ‘ภัยพิบัติ’ ที่เราอาจมองข้ามไป ทั้งที่มันคือต้นตอของความพังพินาศในเชิงโครงสร้าง และเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้เมืองเปราะบางจนรับมือกับอะไรไม่ได้ นั่นคือมหันตภัยเงียบที่มาในรูปแบบของ ‘ธนบัตรใบสีม่วงหรือสีเทา’
ในช่วงฤดูกาลเลือกตั้ง ชวนมาถอดสมการความคุ้มค่า และพาไปดูบทเรียนว่า การแลกอนาคตกับเศษเงินเพียงชั่วข้ามคืน สามารถเปลี่ยนเมืองให้กลายเป็น ‘เมืองที่ล้มเหลว’ หรือ ‘เมืองต้นแบบโลก’ ได้อย่างไร
เงินหลักพันแลกกับคุณภาพชีวิต4ปี
ลองมานั่งบวกลบกันดูเล่นๆ ด้วยตรรกะทางเศรษฐศาสตร์แบบไม่อิงศีลธรรม สมมติว่าเรารับเงินซื้อเสียงมา 1,000 แลกกับการกาบัตรเลือกใครสักคนเข้าไปบริหารเมืองเป็นเวลา 4 ปี (หรือ 1,460 วัน) เมื่อนำมาหารเฉลี่ยแล้ว มูลค่าของสิทธิ์เสียงเราจะตกอยู่เพียง ‘วันละ 0.68 บ.’ หรือไม่ถึงหนึ่งหน่วยค่าเงินด้วยซ้ำ คำถามคือ เศษเงินไม่ถึงหนึ่งหน่วยนี้คุ้มไหมกับการที่เราต้องแลกด้วยความเสี่ยงที่จะต้องขับรถตกหลุมบ่อทุกวัน ต้องทนดมกลิ่นขยะที่จัดเก็บไม่ทัน หรือต้องผวาตื่นกลางดึกทุกครั้งที่ฝนตกหนักเพราะกลัวน้ำท่วม? เงินจำนวนนี้ไม่ใช่ ‘รายได้’ แต่มันคือ ‘เงินมัดจำความหายนะ’ ที่เราต้องทยอยผ่อนจ่ายคืนด้วยคุณภาพชีวิตที่ย่ำแย่วนไป
เมื่อการเมืองคือการลงทุนถอนทุนคืนจึงเป็นเรื่องปกติ
สิ่งที่น่ากลัวกว่าตัวเลขขาดทุน คือกลไกการทำงานของมัน ในทางธุรกิจไม่มีใครยอมขาดทุน นักการเมืองที่ทุ่มเงินหลายสิบล้านเพื่อซื้อเสียง ไม่ได้เข้ามาเพื่อรับเงินเดือนหลักแสน แต่เขาเข้ามาเพื่อ ‘ถอนทุนคืน’ พร้อมกำไร และแหล่งเงินเดียวที่จะถอนคืนได้ก็คือ ‘งบประมาณแผ่นดิน’ ที่ควรจะถูกนำมาสร้างท่อระบายน้ำที่ได้มาตรฐาน สร้างถนนที่แข็งแรง หรือพัฒนาระบบเตือนภัยอัจฉริยะ เมื่อเม็ดเงินก้อนนี้ถูกหักหัวคิวเพื่อไปโปะบัญชีที่จ่ายค่าซื้อเสียงไป สิ่งที่เราได้กลับมาจึงเป็นถนนลาดยางบางๆ ที่ใช้ไม่กี่เดือนก็พัง ท่อระบายน้ำที่อุดตันง่ายเพราะการก่อสร้างผิดสเปก หรือโครงการขุดลอกคลองทิพย์ที่มีแต่ป้าย นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไม ‘เงินซื้อเสียง’ ถึงกลายร่างเป็น ‘น้ำท่วม’ ได้ในที่สุด เพราะโครงสร้างพื้นฐานที่ควรจะปกป้องเรา ถูกกัดกินจนกลวงเปล่าไปตั้งแต่วันที่เราเดินเข้าคูหา
บทเรียนจากความล้มเหลวฟิลิปปินส์กับวงจรปัญหาซ้ำซาก
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ลองดูเพื่อนบ้านอย่าง ‘ฟิลิปปินส์’ ซึ่งเป็นกรณีศึกษาคลาสสิกเรื่องการเมืองแบบอุปถัมภ์ (Clientelism) ในอดีตฟิลิปปินส์ประสบปัญหาการซื้อเสียงที่รุนแรงมาก นักการเมืองท้องถิ่นใช้วิธีแจกเงินเพื่อแลกคะแนน ผลลัพธ์ที่ตามมาคือการทุจริตในโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคอย่างมโหฬาร เมื่อพายุไต้ฝุ่นพัดถล่ม (ซึ่งฟิลิปปินส์โดนประจำและหนักหน่วง) ถนนหนทางและเขื่อนป้องกันตลิ่งที่สร้างไว้แบบ ‘ลดสเปก’ ก็พังทลายลงอย่างง่ายดาย ส่งผลให้ประชาชนผู้รับเงินแจกเหล่านั้น ต้องสูญเสียบ้านและทรัพย์สินมูลค่ามหาศาล ยิ่งจนลงก็ยิ่งต้องรอรับเงินแจกใหม่ วนเวียนเป็นวงจรปัญหาที่ไม่จบสิ้น
เลือกถูกคนเปลี่ยนเมืองได้จริง
แต่ถ้าเราเลือกที่จะปฏิเสธเงิน แล้วเลือกที่ ‘การลงมือทำ’ เมืองจะเปลี่ยนไปได้ขนาดไหน? ต้องข้ามทวีปไปดูที่ ‘กูรีตีบา’ (Curitiba) ประเทศบราซิล ในอดีตเมืองนี้คือกองขยะที่มีปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากไม่ต่างจากเรา แต่จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อชาวเมืองเลือก ‘ไจเม เลอร์เนอร์ – Jaime Lerner’ สถาปนิกผู้มีวิสัยทัศน์เข้ามาเป็นนายกเทศมนตรี สิ่งที่เขาทำไม่ใช่แค่การรู้วิธีแก้ปัญหา แต่คือการลงมือทำ ด้วยงบประมาณจำกัด แทนที่จะสร้างเขื่อนคอนกรีตมหาศาลเพื่อกินหัวคิว เขาเปลี่ยนพื้นที่ริมแม่น้ำให้เป็น ‘สวนสาธารณะแก้มลิง’ เพื่อรองรับน้ำหลาก ซึ่งใช้งบน้อยกว่าและทำได้เลย
อีกผลงานมาสเตอร์พีซคือการสร้างระบบ BRT (Bus Rapid Transit) หรือระบบรถเมล์ด่วนพิเศษวิ่งในเลนเฉพาะ จริงอยู่ที่กรุงเทพฯ บ้านเราก็มีระบบนี้ แต่ความต่างอยู่ที่กูรีตีบา ‘ทำถึง’ และ ‘ทำจริง’ จนกลายเป็นระบบขนส่งมวลชนที่ทรงประสิทธิภาพเหมือนรถไฟฟ้าใต้ดินแต่ลงทุนน้อยกว่ามหาศาล กลายเป็นต้นแบบให้ทั่วโลก ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้เพราะงบประมาณ ‘ทุกเม็ดเงิน’ ถูกใช้ไปกับ ‘การลงมือทำ’ ไม่ใช่ ‘ค่าหัวคะแนน’ และผู้นำไม่ต้องมัวพะวงกับการหาเงินมาใช้หนี้ที่กู้มาซื้อเสียง นี่คือหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดว่า การรู้ปัญหาใครๆ ก็รู้ แต่คนที่พร้อมลงมือแก้ปัญหาได้จริงๆ คือคนที่มือสะอาดและไม่มีพันธะทางการเมือง
ปรากฏการณ์ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า ภัยพิบัติทางธรรมชาติเราอาจห้ามไม่ได้ แต่ ‘ภัยพิบัติจากการบริหาร’ เราหยุดมันได้ การรับเงินซื้อเสียงจึงไม่ใช่แค่เรื่องของความดีความชั่ว แต่เป็นเรื่องของความอยู่รอด ปากกาด้ามเดียวในคูหาเลือกตั้งมีอานุภาพทำลายล้างวงจรอุบาทว์นี้ได้ หากเราเลือกที่จะ ‘ไม่ขาย’ โดมิโนตัวแรกแห่งหายนะก็จะไม่ล้มลง และโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแรงเหมือนกูรีตีบา ก็จะเกิดขึ้นได้ในเมืองของเราเสียที
อ้างอิง:
Allen Hicken. Clientelism and vote buying in the Philippines.
Hugh Schwartz. Urban Planning in Curitiba.
__
#HatyaiConnext #CurioCity
#HeartYaiComeback #HugHeartYai
#ภัยพิบัติ #น้ำท่วมหาดใหญ่ #หาดใหญ่ #เลือกตั้ง69