ไทยช่วยไทยพลัสเดือนสุดท้าย มาตรการประคับประคอง กับเศรษฐกิจระยะยาวของหาดใหญ่
โครงการไทยช่วยไทย พลัส เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันทางเศรษฐกิจมหภาคระดับโลก โดยเฉพาะวิกฤตราคาพลังงาน ซึ่งส่งผลกระทบลูกโซ่สู่ต้นทุนค่าครองชีพและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในประเทศอย่างรวดเร็ว คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 อนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณ 175,000 ล้านบาท ภายใต้ พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 โดยที่รัฐบาลร่วมจ่ายร้อยละ 60 ภายใต้วงเงินเดือนละไม่เกิน 1,000 บาท รวมระยะเวลา 4 เดือน โดยมีจุดมุ่งหมายเชิงนโยบายเพื่อทำหน้าที่เป็นมาตรการแทรกแซงระยะสั้นในการประคับประคองการบริโภคภาคครัวเรือนและยับยั้งการปิดตัวของกิจการร้านค้ารายย่อยทั่วประเทศ
ตัวเลขการหมุนเวียนในโค้งสุดท้าย
ข้อมูลอย่างเป็นทางการจากสำนักโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและกระทรวงการคลัง ณ วันที่ 4 กันยายน 2569 บันทึกยอดผู้ได้รับสิทธิสะสมจำนวน 26,040,623 ราย และมีร้านค้ารายย่อยที่ผ่านการตรวจรับรองเข้าร่วมโครงการ 1,192,565 ร้านค้า สร้างมูลค่าการใช้จ่ายหมุนเวียนรวม 138,379.3 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นเม็ดเงินที่ภาครัฐสมทบ 79,505.2 ล้านบาท และเงินร่วมจ่ายจากภาคประชาชน 58,874.1 ล้านบาท ขณะที่ยอดธุรกรรมผ่านแพลตฟอร์ม Food Delivery มีสัดส่วน 5,156.6 ล้านบาท สถิตินี้ชี้ชัดว่าการใช้จ่ายกว่าร้อยละ 96 ยังคงกระจายตัวอยู่ในร้านค้าแบบดั้งเดิมตามตลาดสด ร้านชำ และร้านอาหารริมทางในระดับชุมชน
ความจริงที่ซ่อนอยู่หลังยอดธุรกรรม
ในมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ ยอดธุรกรรมรวมระดับแสนล้านบาทไม่ได้สะท้อนถึงการบริโภคที่เพิ่มขึ้นจริงเสมอไป เพราะ Marginal Propensity to Consume หรือค่าความโน้มเอียงส่วนเพิ่มในการบริโภคจากเงินอุดหนุนของโครงการมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 0.4 กล่าวคือ เงินอุดหนุนจากภาครัฐทุก 100 บาท แปรสภาพเป็นการจับจ่ายสินค้าใหม่เพียง 40 บาท ในขณะที่อีก 60 บาทเป็นการเข้าไปใช้ทดแทนเงินเดิมที่ประชาชนตั้งใจจะจ่ายอยู่แล้ว นอกจากนี้ ยังพบผลกระทบจากการโยกย้ายสถานที่ซื้อซึ่งส่งผลให้ยอดขายของร้านค้าที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการลดลงเฉลี่ยถึงร้อยละ 41 เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคเบนเข็มไปอุดหนุนเฉพาะร้านที่รับสิทธิร่วมจ่าย
แม้โครงการจะมีข้อดีในการลดต้นทุนการทดลองบริโภคของผู้ซื้อจนช่วยให้ร้านค้ารายย่อยขยายฐานลูกค้าใหม่ได้เฉลี่ยร้อยละ 50 และเปิดทางให้ร้านค้าใช้ข้อมูลการขายผ่านระบบอย่าง AI นกกระซิบเพื่อสร้างประวัติทางการเงินสำหรับยื่นกู้สินเชื่อในระบบ ทว่าข้อมูลธุรกรรมกลับพบความเหลื่อมล้ำด้านการกระจายรายได้ โดยผู้ประกอบการกลุ่มบนสุดร้อยละ 20 ดูดซับเงินอุดหนุนไปถึงร้อยละ 74 ของงบประมาณทั้งหมด สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าโครงการทำหน้าที่ประคับประคองผู้มีรายได้น้อยและร้านค้าขนาดเล็กได้จริง แต่มีข้อจำกัดด้านตัวคูณทางการคลังและสร้างภาระหนี้สาธารณะระยะยาวจากการกู้เงินมาใช้จ่ายเพื่อการบริโภคชั่วคราว
ภาพสะท้อนสู่เมืองหาดใหญ่
สถานการณ์ของหาดใหญ่กับมรสุมปลายปี 2568 สร้างความเสียหายแก่พื้นที่ย่านพาณิชย์หลัก ไปกว่าร้อยละ 80–90 ผู้ประกอบการต้องใช้เวลาฟื้นฟูสต็อกสินค้าและแบกรับต้นทุนซ่อมแซมต่อเนื่องหลายเดือน การดำเนินโครงการไทยช่วยไทย พลัส จึงเป็นอีกการตุ้นทางการเงินระยะสั้นแก่ผู้ค้ารายย่อย ในเดือนสุดท้ายของโครงการ การติดป้ายรับสิทธิร่วมจ่าย 60/40 ตามแผงค้าและร้านอาหารทั่วเมืองหาดใหญ่ ช่วยกระตุ้นให้ประชาชนมาใช้สิทธิคงเหลือให้หมดตามเงื่อนไข จึงเกิดกระแสเงินสดหมุนเวียนในย่านเศรษฐกิจท้องถิ่น ซึ่งช่วยแบ่งเบาภาระต้นทุนสินค้าคงคลังและพยุงการจ้างงานรายวันของผู้ประกอบการในพื้นที่ได้ชั่วคราว
ความท้าทายเชิงโครงสร้างการคลัง
แม้มาตรการจะช่วยสร้างบรรยากาศการค้าที่คึกคักเฉพาะหน้า แต่หลังจากวันที่ 30 กันยายน 2569 เศรษฐกิจหาดใหญ่มีแนวโน้มเผชิญกับภาวะหน้าผาทางการคลัง ผลสำรวจของหาดใหญ่โพล โดยศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ชี้ให้เห็นว่าดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนใน 14 จังหวัดภาคใต้ลดลงอย่างต่อเนื่องจากภาวะต้นทุนพลังงานและสินค้าแพง ประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่สะท้อนว่าโครงการช่วยเหลือของรัฐช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้เพียงระดับหนึ่ง แต่เมื่อเงินอุดหนุนหมดลง ภาระหนี้สินและการขาดสภาพคล่องที่แท้จริงจะกลับมาบั่นทอนกำลังซื้อของครัวเรือนอีกครั้ง ร้านค้าหลายแห่งที่พึ่งพายอดขายจากเงินอุดหนุนอาจต้องเผชิญกับการหดตัวของยอดขายอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ โครงสร้างเศรษฐกิจของหาดใหญ่ยังมีความเปราะบางจากการพึ่งพากำลังซื้อภายนอก 2 ส่วนหลัก คือ รายได้ภาคเกษตรกรรม และรายได้จากการท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียที่เดินทางผ่านด่านสะเดา ซึ่งกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาตินี้ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการอุดหนุนของรัฐบาลไทยได้ การพึ่งพามาตรการเติมเงินเพียงอย่างเดียวจึงไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเมืองหาดใหญ่ที่ต้องเผชิญกับการชะลอตัวของรายได้ภาคเกษตรและต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ไทยช่วยไทย พลัสในช่วงเดือนสุดท้ายกับการทำหน้าที่เป็นมาตรการประคับประคองทางสังคมและการเงินที่ช่วยชะลอวิกฤตเฉพาะหน้า ไม่ใช่เครื่องมือฟื้นฟูโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างถาวร สำหรับเศรษฐกิจไทยและเมืองหาดใหญ่ในการก้าวต่อไปอย่างไม่สะดุด การจัดสรรทรัพยากรภาครัฐจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านจากการแจกเงินอุดหนุนทั่วไป สู่การแก้ปัญหาที่ต้นตอทางเศรษฐกิจอย่างตรงจุด ทั้งการลดต้นทุนด้านพลังงานแบบมุ่งเป้าแก่กลุ่มอาชีพเปราะบาง การสนับสนุนพลังงานทางเลือก หรือการแปลงข้อมูลธุรกรรมดิจิทัลที่เกิดขึ้นในโครงการให้กลายเป็นเครดิตสำหรับเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำในระบบ ควบคู่ไปกับการที่เมืองหาดใหญ่ต้องต่อยอดขีดความสามารถในการแข่งขันผ่านการเป็นเมืองสร้างสรรค์ในทุกมิติเศรษฐกิจเพื่อดึงดูดเม็ดเงินใหม่ที่มีมูลค่าสูงเข้าสู่ท้องถิ่นเพื่อเป็นการอยู่ร่วมกับความผันผวนของเศรษฐกิจมหภาคในระยะยาว
อ้างอิง
– matichon online. (2569). หาดใหญ่โพลความเชื่อมั่น 14 จังหวัดภาคใต้.
– สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง. (2569). โครงการไทยช่วยไทย พลัส บรรเทาภาระค่าครองชีพ
– ธนาคารแห่งประเทศไทย. (2565). พฤติกรรมการใช้จ่ายและความโน้มเอียงหน่วยสุดท้ายในการบริโภค.