Skip to content
City Connext
  • About
  • Blog
  • Contact
  • Home
  • PROJECT
  • Services
  • หน้าแรก
Get in Touch
  • CONTENT
  • PROJECT
Hatyai connext trans logo
  • CONNEXT
City Connext
Hatyai connext trans logo
จับโป๊ะครั้งมโหฬาร เลือกตั้งครั้งนี้จะไปสุดที่จุดไหน ความผิดปกติของตัวเลขทุกจังหวัด หรือนี่คือการจัดฉากคะแนนครั้งใหญ่ ? . ท่ามกลางกระแสความแคลงใจต่อการทำหน้าที่ของ กกต. สิ่งหนึ่งที่เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์และท้าทายตรรกะทางคณิตศาสตร์มากที่สุด คือข้อมูลจากระบบรายงานผลไม่เป็นทางการ (95%) ที่ชี้ให้เห็นว่า จำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ส. เขต กับ จำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกพรรค (บัญชีรายชื่อ) กลับไม่เท่ากันแม้แต่จังหวัดเดียว เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ความคลาดเคลื่อนทางสถิติเล็กน้อย เป็นความผิดปกติระดับโครงสร้างที่ส่อเค้าว่าอาจมีการจัดการตัวเลขเกิดขึ้น . พาทุกท่านไปกางตัวเลขดูความผิดปกตินี้ โดยเริ่มจากบ้านเราที่ สงขลา และเจาะลึกไปยังจังหวัดที่มีความผิดปกติระดับวิกฤต (สีแดงแบบแบ่งเขต สีน้ำเงินแบบบัญชีรายชื่อ) . #สงขลาคนหายหรือบัตรเขย่ง จากข้อมูล 95% ของ กกต. พบว่าจังหวัดสงขลา มีความผิดปกติที่น่าสนใจ กล่าวคือมีผู้มาใช้สิทธิเลือก ส.ส. เขต จำนวน 834,590 คน ในขณะที่มีผู้มาใช้สิทธิเลือกบัญชีรายชื่อสูงถึง 837,989 คน เมื่อนำมาหักลบกันจะพบส่วนต่างที่หายไป -3,399 คน ตัวเลขนี้ตั้งคำถามสำคัญว่ามีคนกว่า 3 พันคนในสงขลาที่รับบัตรบัญชีรายชื่อไปหย่อน แต่กลับไม่มีตัวตนในการเลือก ส.ส. เขตได้อย่างไร หรือในทางกลับกัน บัตรเลือกตั้งแบบเขตหายไปไหนกว่า 3 พันใบ . #ความผิดปกติระดับชาติ เมื่อขยายภาพดูทั่วประเทศ เราพบความผิดปกติที่รุนแรงยิ่งกว่าในหลายจังหวัด ซึ่งขัดแย้งกับตรรกะความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง ยกตัวอย่างเช่น จังหวัดพัทลุงที่มีผู้ใช้สิทธิเขตมากกว่าบัญชีรายชื่อถึง +15,644 คน หรือ จังหวัดศรีสะเกษ ที่เขตมากกว่าพรรค +11,321 คน และจังหวัดแพร่ที่เขตมากกว่าพรรค +10,379 คน . ในทางตรงกันข้ามจังหวัดร้อยเอ็ดกลับมีผู้ใช้สิทธิเขต น้อยกว่า บัญชีรายชื่อถึง -14,584 คน ตัวเลขหลักหมื่นเหล่านี้คือสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติหากกระบวนการเป็นไปอย่างสุจริต . #ตรรกะที่ถูกบิดเบือน เหตุผลที่ตัวเลขเหล่านี้เป็นเรื่อง 'เป็นไปไม่ได้' นั้นอธิบายได้ด้วยหลักความจริงง่ายๆ ข้อแรกคือกฎแห่งคู่ ผู้มีสิทธิทุกคนเมื่อเดินเข้าคูหาจะได้รับบัตรเลือกตั้ง 2 ใบพร้อมกัน สีเขียวสำหรับเขตและสีชมพูสำหรับพรรค โอกาสที่เจ้าหน้าที่จะลืมแจกใบใดใบหนึ่งเป็นหลักหมื่นคนนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้ . ข้อสองคือนับทุกใบ ผู้ใช้สิทธิไม่ว่าจะกากบาทเลือกใคร กาช่องไม่เลือกใคร (Vote No) หรือทำบัตรเสีย ทันทีที่บัตรถูกหย่อนลงหีบ มันจะถูกนับเป็น 'ผู้มาใช้สิทธิ' ทั้งสิ้น ดังนั้นตัวเลขยอดรวมของผู้มาใช้สิทธิทั้งสองประเภท ต้องเท่ากันเสมอ . #หักล้างข้ออ้างทะเบียนบ้าน อาจมีข้อโต้แย้งว่าตัวเลขผู้มาใช้สิทธิเลือก ส.ส. อาจไม่เท่ากับจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกบัญชีรายชื่อ ด้วยเหตุว่าบางคนอาจมีชื่อในทะเบียนบ้านไม่ครบ 90 วัน จึงไม่ได้เลือก ส.ส. เขต ขณะที่ทุกคนมีสิทธิเลือกบัญชีรายชื่อ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ตัวเลขผู้มาใช้สิทธิเขตจะต้องน้อยกว่าบัญชีรายชื่อเสมอ . แต่ถ้าดูจังหวัดกลุ่มตัวอย่างที่ยกมา ข้อมูลจริงจาก พัทลุง ศรีสะเกษ และแพร่ กลับพบว่ามีผู้มาใช้สิทธิเขตมากกว่า บัญชีรายชื่อเป็นหลักหมื่นคน ซึ่งหักล้างข้ออ้างเรื่อง 90 วันนี้อย่างสิ้นเชิง และชี้ให้เห็นว่าความผิดปกตินี้ไม่ได้เกิดจากกฎระเบียบ แต่เกิดจากความผิดปกติของตัวเลข . #งบดุลที่ปิดไม่ลง ในทางบัญชี หากสินทรัพย์ไม่เท่ากับหนี้สินบวกทุน เราเรียกว่า 'งบดุลไม่ลงตัว' ซึ่งหมายถึงข้อผิดพลาดร้ายแรง ในทางการเลือกตั้งก็เช่นกัน หากตัวเลขผู้มาใช้สิทธิเขตไม่เท่ากับบัญชีรายชื่อในระดับหลักหมื่น มันสะท้อนว่ากระบวนการนับคะแนนหรือการรายงานผลมีความผิดปกติอย่างมหันต์ หาก กกต. ไม่ได้มีการ 'ตกแต่งตัวเลข' จากส่วนกลาง คำอธิบายเดียวที่เหลืออยู่คือต้องมีการทุจริตในระดับหน่วยเลือกตั้งอย่างมโหฬาร เช่น การหย่อนบัตรผี หรือ บัตรเขย่ง ทางออกเดียวที่จะเรียกความเชื่อมั่นกลับมาได้ ไม่ใช่แค่การชี้แจงด้วยวาจา ประชาชนต้องการการเปิดเผยผลคะแนนรายหน่วยทันที และพิจารณานับคะแนนใหม่ทั้งประเทศ เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจ ก่อนที่ศรัทธาของประชาชนจะติดลบไปมากกว่านี้ . อ้างอิง - ข้อมูลเลือกตั้ง 95% ไม่เป็นทางการ จากเว็บไซต์ กกต. (ณ วันที่ 10 ก.พ. 2569) __ #HatyaiConnext #เลือกตั้ง69 #บัตรเขย่ง #กกตมีไว้ทำไม #นับคะแนนใหม่ #สงขลา #หาดใหญ่ #นับใหม่ทั้งประเทศ #นับคะแนนใหม่ทั้งประเทศhatyaiconnext
  • CONTENT

จับโป๊ะครั้งมโหฬาร เลือกตั้งครั้งนี้จะไปสุดที่จุดไหน ความผิดปกติของตัวเลขทุกจังหวัด หรือนี่คือการจัดฉากคะแนนครั้งใหญ่ ?

ท่ามกลางกระแสความแ…

ทำไม กกต. ที่ย่อมาจาก การก้าวต่อ ถึงเป็นภาวะถ่วงการใช้ชีวิต เหตุผลของสมองมนุษย์ที่ออกแบบมาให้ ‘หนี’ และกลัวการ ‘นับหนึ่งใหม่’ . เรามักถูกปลูกฝังความเชื่อชุดหนึ่งมาตลอดชีวิตว่า 'อย่าหยุดเดิน' 'อย่ายอมแพ้' หรือ 'ต้องมูฟออน' จนทำให้คำว่า การก้าวต่อ (กกต.) กลายเป็นศาสดาของความสำเร็จ ในขณะที่การถอยหลังหรือการเริ่มนับใหม่ กลายเป็นสัญลักษณ์ของความล้มเหลวที่น่ารังเกียจ . ในทางจิตวิทยาและพฤติกรรมศาสตร์ การดันทุรังไปข้างหน้าทั้งที่ฐานรากพังทลาย หรือการปฏิเสธที่จะตรวจสอบความผิดพลาดในอดีต กลับเป็นหายนะที่ใหญ่หลวงยิ่งกว่าการยอมหยุดเพื่อรื้อระบบ เคยสงสัยไหมว่าทำไมคนเราถึงยอมทนอยู่ในความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ ยอมถือหุ้นที่ติดดอย . หรือในระดับโครงสร้างสังคม ทำไมมนุษย์ถึงกลัวการเซ็ตซีโร่ จนยอมปล่อยผ่านความผิดปกติไป? คำตอบอยู่ที่กลไกสมองที่ทำงานผิดพลาดที่ฝังรากลึกใน DNA ของเผ่าพันธุ์โฮโมเซเปียนส์ . #มายาคติของต้นทุนจม ศัตรูตัวฉกาจที่สุดของการนับหนึ่งใหม่คือตรรกะวิบัติเรื่องต้นทุนจม ซึ่งอธิบายว่ามนุษย์มีแนวโน้มที่จะตัดสินใจโดยยึดติดกับ 'สิ่งที่ลงทุนไปแล้ว' (อดีต) มากกว่า 'ผลลัพธ์ที่จะได้' (อนาคต) . ไม่ว่าจะเป็นเงิน เวลา ความรู้สึก ยิ่งเราลงแรงไปมากเท่าไหร่ สมองจะสั่งให้เราเสียดายมากเท่านั้น การยอมรับว่าต้องนับใหม่หรือเริ่มใหม่ ในทางจิตวิทยาเท่ากับเป็นการยอมรับว่าสิ่งที่ทำมาทั้งหมดคือ 'ความสูญเสีย' ซึ่งเป็นการทำร้ายอีโก้ของตัวเองอย่างรุนแรง เราจึงเลือกที่จะ 'หลอกตัวเอง' และก้าวต่อไปในเส้นทางที่ผิด เพียงเพื่อหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดจากการยอมรับความจริงว่าที่ผ่านมาเราพลาด . #ความเกลียดชังความสูญเสีย ลึกลงไปในกลไกการตัดสินใจ Daniel Kahneman นักจิตวิทยาเจ้าของรางวัลโนเบล และ Amos Tversky ได้ระบุชัดเจนว่า 'ความเจ็บปวดจากการสูญเสีย มีพลังมากกว่าความสุขจากการได้รับถึง 2 เท่า' . นี่คือสาเหตุที่ทำให้มนุษย์เลือกที่จะหนีความจริง เมื่อเผชิญกับความผิดปกติ เพราะการหยุดเพื่อตรวจสอบ รื้อพรม อาจนำมาซึ่งความเสี่ยงที่เราจะเสียหน้า เสียเวลา หรือเสียความเชื่อมั่น สมองที่ควบคุมความกลัวจะสั่งการให้เราหลีกเลี่ยงสถานการณ์นั้นทันที เราจึงยอมแลกความถูกต้องในระยะยาวกับความสบายใจจอมปลอมในระยะสั้น . #สมองขี้เกียจโดยสัญชาตญาณ สมองมนุษย์คือก้อนเนื้อที่ใช้พลังงานสิ้นเปลืองที่สุด โดยบริโภคพลังงานถึง 20% ของร่างกาย ธรรมชาติจึงสร้างกฎ Principle of Least Effort ขึ้นมาเพื่อประหยัดพลังงาน การไปต่อตามเส้นทางเดิม แม้จะเป็นเส้นทางที่ขรุขระหรือผิดเพี้ยน แต่สมองใช้พลังงานน้อยกว่าเพราะมีวงจรประสาทเดิมรองรับอยู่แล้ว . ดังนั้นการ 'นับใหม่' ต้องใช้พลังงานมหาศาลในการประมวลผลเพื่อสร้างทางเลือกและจัดการกับความวุ่นวาย สมองส่วนสัญชาตญาณจึงมักสั่งให้เรา เลือกทางที่ง่ายที่สุดคือการปล่อยเบลอและหวังว่ามันจะดีขึ้นเอง มากกว่าการลงมือแก้ไขที่ต้นเหตุ . #ปรากฏการณ์นกกระจอกเทศ เมื่อความจริงมันเจ็บปวดเกินรับไหว มนุษย์มักจะเข้าสู่ภาวะ The Ostrich Effect หรือปรากฏการณ์นกกระจอกเทศเอาหัวมุดทรายคือการเลือกที่จะเพิกเฉยต่อข้อมูลเชิงลบ . เราจะเห็นพฤติกรรมนี้ได้ชัดเจนเมื่อเกิดข้อขัดแย้ง เราเลือกที่จะไม่มอง ไม่รับรู้ ไม่ตรวจสอบ เช่น ไม่สนใจความผิดปกติของตัวเลข เพราะการรับรู้ข้อมูลเหล่านั้นจะสร้างความขัดแย้งในใจ การหนีปัญหาจึงเป็นกลไกป้องกันตัวทางจิต เพื่อรักษาสภาวะสมดุลทางอารมณ์ แม้ว่าจะรู้ทั้งรู้ว่าปัญหานั้นไม่ได้หายไปไหนก็ตาม . #หายนะของการถมไม่เต็ม การไม่กล้านับหนึ่งใหม่ มักนำไปสู่หายนะขั้นกว่าที่เรียกว่าการถลำลึกสถานการณ์ที่ยิ่งรู้ว่าผิด ยิ่งถมทรัพยากรลงไปเพื่อกลบเกลื่อนความผิดพลาดเดิม หวังว่าจะพลิกฟื้นสถานการณ์ได้ . พฤติกรรมนี้มันเปลี่ยนจาก 'ความผิดพลาด' ให้กลายเป็น 'หายนะ' การดันทุรังเดินหน้าต่อบนฐานข้อมูลที่ผิดพลาด ไม่ต่างอะไรกับการสร้างตึกสูงบนฐานรากที่ทรุดตัว ยิ่งสร้างสูง ยิ่งพังทลายรุนแรง เหมือนกับตึกสตง. ที่ถล่มลงมา . ในทางตรงกันข้าม วิทยาศาสตร์ยืนยันว่ากระบวนการ ทำซ้ำ-ตรวจสอบ-แก้ไข คือหัวใจของความสำเร็จที่ยั่งยืน การกล้าที่จะเตือนตัวเองว่าหยุด 'ขอนับหนึ่งใหม่' ไม่ใช่ความล้มเหลว กลับสะท้อนถึงความยืดหยุ่นทางความคิดของคนที่มีปัญญาและวุฒิภาวะสูงพอที่จะยอมรับความจริง เพื่อให้ก้าวต่อไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและสง่างาม . อ้างอิง - Arkes, H. R., & Blumer, C. (1985). The psychology of sunk cost. Organizational Behavior and Human Decision Processes. - Kahneman, D., & Tversky, A. (1979). Prospect Theory: An Analysis of Decision under Risk. Econometrica. - Galai, D., & Sade, O. (2006). The 'Ostrich Effect' and the Relationship between the Liquidity and the Yields of Financial Assets. - Staw, B. M. (1976). Knee-deep in the big muddy: A study of escalating commitment to a chosen course of action. __ #HatyaiConnext #จิตวิทยา #พฤติกรรมมนุษย์ #กกต #มูฟออน #ก้าวต่อไป #Neuroscience #CognitiveBias #GrowthMindsethatyaiconnext
  • CONTENT

ทำไม กกต. ที่ย่อมาจาก การก้าวต่อ ถึงเป็นภาวะถ่วงการใช้ชีวิต เหตุผลของสมองมนุษย์ที่ออกแบบมาให้ ‘หนี’ และกลัวการ ‘นับหนึ่งใหม่’

เรามักถูกปลูกฝังคว…

ทฤษฎีสมคมคิดชาวเน็ต เหนือการซื้อเสียงอาจมีการซื้อหน่วยเลือกตั้ง . ทำไมการปล้นคะแนนถึงเป็นจุดเริ่มต้นของจุดจบ ? . ในทางรัฐศาสตร์ มีงานวิจัยชิ้นสำคัญของ Kuntz & Thompson (2009) ที่ศึกษาปรากฏการณ์การล่มสลายของรัฐบาลเผด็จการแฝงรูปในเซอร์เบีย (2000) จอร์เจีย (2003) และยูเครน (2004) ซึ่งค้นพบความจริงที่น่าตกใจว่า สิ่งที่ทำให้ประชาชนลุกฮือจนล้มรัฐบาลได้สำเร็จ ไม่ใช่เพราะความยากจนหรือความกดขี่เพียงอย่างเดียว . แต่คือการโกงเลือกตั้ง (Stolen Elections) ที่ทำกันอย่างโจ่งแจ้ง จนกลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่หนักเกินกว่าใครจะแบกรับไหว . งานวิจัยชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่า การทุจริตในคูหาเลือกตั้งไม่ได้ทำให้รัฐบาลมั่นคงขึ้น กลับเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่เปลี่ยนความกลัวให้เป็นความกล้า และเปลี่ยนความนิ่งเฉยให้เป็นการต่อสู้ ผ่าน 4 ปัจจัยสำคัญที่เกิดขึ้นพร้อมกัน . #ความตื่นตระหนกทางศีลธรรม ตามปกติภายใต้ระบอบอำนาจนิยม ประชาชนมักอยู่ด้วยความหวาดกลัวหรือความเฉยชา การโกงเลือกตั้งมีอานุภาพทำลายล้างความกลัวนั้นเพราะมันสร้างสิ่งที่เรียกว่า Moral Shocks หรือความตื่นตระหนกทางศีลธรรม . การถูกขโมยคะแนนเสียงไม่ใช่แค่เรื่องทางการเมือง มันคือการดูถูกศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างรุนแรงที่สุด เมื่อประชาชนรู้สึกว่า "เสียงของฉันถูกปล้นไปต่อหน้าต่อตา" ความโกรธแค้นนี้จะแปรเปลี่ยนเป็นพลังทางศีลธรรมที่ทำให้คนธรรมดา ที่ไม่เคยคิดจะลุกออกจากบ้าน ตัดสินใจออกมาเพราะพวกเขารู้สึกว่ายอมไม่ได้อีกแล้ว . #กลไกฝ่ายค้านที่พร้อมร่วม ในช่วงเลือกตั้ง ฝ่ายค้านและภาคประชาสังคมได้สร้างเครือข่ายอาสาสมัคร ผู้สังเกตการณ์ และระบบหัวคะแนนเอาไว้อยู่แล้ว นี่คือโครงสร้างพื้นฐานของการต่อต้านที่แข็งแรงที่สุด . เมื่อเกิดการโกง พวกเขาไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่สามารถเปลี่ยนโหมดจากการหาเสียงมาเป็นการจับตาและตรวจสอบได้ทันที เครือข่ายเหล่านี้จะทำหน้าที่กระจายหลักฐานความผิดปกติและระดมคนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพกว่าช่วงเวลาปกติ . #รอยร้าวในสถาบันอำนาจ ปัจจัยที่สำคัญที่สุดและเกิดขึ้นยากที่สุดคือปรากฏการณ์ Regime Split หรือการที่ชนชั้นนำและกลไกรัฐเริ่มแตกแถว . เมื่อการ ’โกงแบบหน้าด้าน‘ เริ่มเกินขอบเขต จนความชอบธรรมของรัฐบาลหมดสิ้นไป ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ หรือแม้แต่คนในพรรครัฐบาลเองจะเริ่มเกิดความละอายหรือเริ่มลังเลที่จะทำตามคำสั่งปราบปรามประชาชน เพราะพวกเขาก็มีต้นทุนทางสังคมและต้องประเมินความเสี่ยงเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง หากคนเหล่านี้ตัดสินใจถอนตัวหรือย้ายข้าง กลไกการปราบปรามของรัฐจะกลายเป็นอัมพาตทันที . #ทางตันที่บีบให้สู้ ในระบอบเผด็จการแฝงรูป (Electoral Authoritarianism) การเลือกตั้งมักถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมและเป็นท่อระบายความไม่พอใจของประชาชน . เมื่อรัฐบาลเลือกที่จะโกงแบบไม่เกรงใจใคร มันเท่ากับเป็นการส่งสัญญาณบอกประชาชนว่า ระบบปกติพึ่งไม่ได้แล้วและความหวังในการเปลี่ยนแปลงตามระบบเป็นศูนย์ เมื่อถูกบีบให้จนตรอก ประชาชนจึงเหลือทางเลือกเดียวคือการลุกขึ้นตอบโต้เพื่อล้มกระดาน เพราะถ้ายอมครั้งนี้ก็เท่ากับยอมตลอดไป . จากงานวิจัยนี้เตือนให้เห็นว่า การโกงเลือกตั้งอาจดูเหมือนเป็นทางลัดสู่อำนาจ ในความเป็นจริงมันคือการกดปุ่มทำลายตัวเองที่ทรงพลังที่สุด เพราะมันไปปลุกความกล้าหาญทางจริยธรรมของคนทั้งประเทศให้ตื่นขึ้นพร้อมกัน . ทฤษฎีสมคมคิดที่ชาวเน็ตไทยจะเปลี่ยนเป็นเรื่องจริงอันประจักษณ์หรือไม่ การซื้อเสียงอาจจะไม่มี แต่การซื้อหน่วยเลือกตั้งนั้นอาจไม่แน่ . อ้างอิง - Kuntz, P., & Thompson, M. R. (2009). More than Just the Final Straw: Stolen Elections as Revolutionary Triggers. Comparative Politics. __ #HatyaiConnext #StolenElections #การเมืองไทย #เลือกตั้ง69 #ประชาธิปไตย #อาชญากรรมทางเลือกตั้ง #ทฤษฎีรัฐศาสตร์ #กกตhatyaiconnext
  • CONTENT

ทฤษฎีสมคมคิดชาวเน็ต เหนือการซื้อเสียงอาจมีการซื้อหน่วยเลือกตั้ง

ทำไมการปล้นคะแนนถึ…

กรณีโหวตผีที่สงขลาเขต 3 กับบัตรเลือกตั้งหลักหมื่นที่หายไป ปริศนาบัตรเขย่งหมื่นใบและคะแนนงอกเกินบัตรดี . ท่ามกลางกระแสการเรียกร้องตรวจสอบผลการเลือกตั้งทั่วประเทศ สงขลาบ้านเราก็ยอมไม่ได้ที่จะมีเทรนด์นี้กับเขาบ้าง ล่าสุดเขตเลือกตั้งที่ 3 จังหวัดสงขลามีความผิดปกติทางคณิตศาสตร์ซับซ้อนที่สุด เมื่อตัวเลขผู้มาใช้สิทธิไม่สัมพันธ์กันและผลรวมคะแนนยังไม่ตรงกับยอดบัตรดี ซึ่งไม่ใช่แค่ความผิดพลาดจุดเดียวแต่คือ 'ความผิดปกติซ้อนความผิดปกติ' รหัสตัวเลขปริศนานี้ที่สะท้อนว่าคณิตศาสตร์ในคูหาเลือกตั้งอาจจะไม่ตรงไปตรงมาอย่างที่คิด . #ปริศนาชั้นที่หนึ่งบัตรเขย่งหมื่นใบ ตามหลักปฏิบัติเมื่อประชาชนเดินเข้าคูหา เจ้าหน้าที่จะต้องมอบบัตรเลือกตั้งให้ 2 ใบ คือใบสีเขียวสำหรับเขตและใบสีชมพูสำหรับบัญชีรายชื่อ ดังนั้นในทางตัวเลขผู้มาแสดงตนรับบัตรทั้งสองประเภทควรจะเท่ากัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในสงขลา เขต 3 จากรายงานข่าวพบว่ามีผู้มาแสดงตนรับบัตรบัญชีรายชื่อจำนวน 112,593 คน คิดเป็นร้อยละ 84.23 ในขณะที่ผู้มาแสดงตนรับบัตรแบ่งเขตกลับมีเพียง 98,923 คน หรือร้อยละ 74 เท่านั้น . ส่วนต่างที่หายไปคือ 13,670 คน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่มากพอสมควร คำถามใหญ่คือคนกว่า 1.3 หมื่นคนนี้เดินเข้าคูหาแล้วรับบัตรสีชมพูแต่ปฏิเสธที่จะรับบัตรสีเขียวเพื่อเลือกคนในพื้นที่จริงๆ หรือไม่ หรือบัตรสีเขียวจำนวนมากนี้หายไปไหนจากระบบการนับคะแนน . #ปริศนาชั้นที่สองคะแนนงอกเกินบัตรดี ความวุ่นวายยังไม่จบแค่นั้น เมื่อมีการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกจากภาคประชาชนพบความผิดปกติซ้อนลงไปอีกในส่วนของ 'บัตรสีเขียว' ที่เหลืออยู่ โดยเมื่อนำคะแนนดิบของผู้สมัครทุกคนมารวมกันจะได้ยอดรวมสูงถึง 93,067 คะแนน ทว่ายอด 'บัตรดี' ที่ประกาศอย่างเป็นทางการกลับมีตัวเลขเพียง 87,018 คะแนน เท่านั้น . ความย้อนแย้งนี้ก่อให้เกิดส่วนต่างที่เป็นคะแนนงอกหรือโหวตผีขึ้นมาอีก 6,049 คะแนน ตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นว่าผลรวมคะแนนของผู้สมัคร มากกว่า จำนวนบัตรดีที่มีอยู่จริง ซึ่งในทางตรรกะทางคณิตศาสตร์และการเลือกตั้งแล้วถือว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อย่างสิ้นเชิง . #สรุปความย้อนแย้งระดับวิกฤต จากข้อมูลล่าสุดทั้งมติชน เพจทนายอาร์ม และข้อมูลจากประชาชนที่ส่งเข้ามา เท่ากับว่าสงขลา เขต 3 กำลังเผชิญกับสถานการณ์ 'Input หาย แต่ Output เกิน' กล่าวคือในขาเข้าบัตรเลือกตั้ง ส.ส.เขต หายไปจากระบบ 13,670 ใบเมื่อเทียบกับบัตรปาร์ตี้ลิสต์ และในขาออกคะแนนที่นับได้ดันงอกเกินมาจากจำนวนบัตรดีที่มีอยู่จริงอีก 6,049 คะแนน . ส่วนต่างระดับ 'หมื่นคะแนน' มีนัยสำคัญทางสถิติที่มากพอจะเปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้งหรืออย่างน้อยที่สุดก็ทำลายความชอบธรรมของผู้ชนะไปอย่างสิ้นเชิง กกต. จำเป็นต้องไขปริศนานี้โดยด่วน ก่อนที่ศรัทธาของคนสงขลาจะหายวับไปเหมือนกับบัตรเลือกตั้ง . อ้างอิง - ศรีสกุล. (2569, กุมภาพันธ์ 10). เขตเลือกตั้งที่ 3 สงขลาป่วน! จำนวนบัตรชมพูกับบัตรเขียวไม่เท่ากัน ห่างกันถึงกว่า 1.3 หมื่น. มติชนออนไลน์ __ #HatyaiConnext #เลือกตั้ง69 #สงขลาเขต3 #บัตรเขย่ง #คะแนนเขย่ง #กกตมีไว้ทำไม #การเมืองไทยhatyaiconnext
  • CONTENT

กรณีโหวตผีที่สงขลาเขต 3 กับบัตรเลือกตั้งหลักหมื่นที่หายไป ปริศนาบัตรเขย่งหมื่นใบและคะแนนงอกเกินบัตรดี

ท่ามกลางกระแสการเร…

คนใต้รักจริงหลบไปไกลๆ ชั่วโมงนี้ต้องให้ ‘ไข้ที่ชน คนชลฯที่ใช่’ เจาะลึกลักษณะนิสัยคนจริงชลบุรี ที่เชื่อในการกระทำมากกว่าคำพูด . ปรากฏการณ์เลือกตั้ง 69 และการรวมตัวเพื่อกดดันให้มีการนับคะแนนใหม่ในจังหวัดชลบุรี ได้พิสูจน์แล้วว่า 'คนชลบุรี' คือคนที่น่าจับตามองที่สุดในนาทีนี้และ 'เอาจริง' ยิ่งกว่าใครในประเทศ . อะไรทำให้เมืองที่เคยขึ้นชื่อเรื่อง 'เจ้าพ่อ' และ 'ระบบบ้านใหญ่' กลายเป็นพื้นที่ที่ภาคประชาชนตื่นตัว ลุกขึ้นมาท้าทายอำนาจรัฐและกัดไม่ปล่อยมากที่สุด? ไปสำรวจลักษณะนิสัยคนจริงเมืองชลฯ ที่ผสมผสานระหว่างความใจนักเลงและความเป็นพลเมืองโลกเข้าด้วยกัน . #ภูมิศาสตร์คนน้ำเค็มกับใจนักเลง ในทางภูมิศาสตร์สังคมพื้นที่ชายฝั่งทะเลมักหล่อหลอมผู้คนให้มีนิสัย ใจถึง พึ่งได้ และไม่กลัวคลื่นลม ชลบุรีคือเมืองชายทะเลที่มีประวัติศาสตร์ของกลุ่มอิทธิพลหรือที่เรียกกันว่า ‘เจ้าพ่อ’ มาอย่างยาวนาน . คำว่านักเลงใน DNA คนชลบุรี ไม่ได้หมายถึงอันธพาล มันคือสิ่งที่หมายถึง ‘ความกล้าได้กล้าเสีย’ และ ‘การรักพวกพ้อง’ เมื่อถูกพัฒนามาสู่ยุคประชาธิปไตย นิสัยนี้จึงกลายเป็นการปกป้องสิทธิของพวกพ้องอย่างดุเดือด หากพวกเขารู้สึกว่ากำลังถูกอำนาจรัฐรังแกหรือโกง ความเป็นนักเลงเก่าจะสั่งให้พวกเขาลุกขึ้นสู้ทันทีโดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม . #ชนชั้นแรงงานสร้างสรรค์ผู้จ่ายภาษีหนัก โครงสร้างประชากรของชลบุรีต่างจากที่อื่นเพราะนี่คือศูนย์กลางของ EEC (Eastern Economic Corridor) ประชากรส่วนใหญ่คือ ชนชั้นกลางใหม่ และแรงงานทักษะสูงในนิคมอุตสาหกรรม . คนกลุ่มนี้คือคนที่ทำงานหนัก แลกมาด้วยหยาดเหงื่อและที่สำคัญคือจ่ายภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วย เมื่อคนมีสถานะทางเศรษฐกิจดีขึ้นและมีการศึกษาสูงขึ้น พวกเขาจะมีความอดทนต่อการทุจริตน้อยลง ดังนั้นการที่คะแนนเสียงของเขาถูกบิดเบือนหรือการนับคะแนนมีพิรุธ จึงไม่ได้เป็นแค่เรื่องทางการเมืองแต่เป็นเรื่องของ 'การถูกเอาเปรียบ' ซึ่งคนชลบุรีที่ทำงานหนักรับไม่ได้ . #ความตรงไปตรงมาและกัดไม่ปล่อย ด้วยสภาพอากาศแบบร้อนชื้นชายฝั่งผสมกับความเป็นเมืองที่รถติดและการแข่งขันสูง ทำให้จังหวะชีวิตของคนชลบุรีมีความ รวดเร็ว ร้อนแรง และตรงไปตรงมา . คนชลบุรีเน้นการกระทำที่จุดเกิดเหตุ ชอบคือชอบ เกลียดคือด่า ผิดคือต้องแก้เดี๋ยวนี้ เราจึงได้เห็นภาพการรวมตัวหน้าหน่วยเลือกตั้งแบบข้ามวันข้ามคืน การไลฟ์สดจับตาหีบบัตรแบบไม่หลับไม่นอน นี่ไม่ใช่แค่การประท้วงตามอารมณ์ เป็นการต่อสู้ด้วย 'ข้อมูลและหลักฐาน' ผสานกับความใจสู้แบบคนน้ำเค็ม ที่ถ้าไม่ได้คำตอบที่ชัดเจนก็อย่าหวังว่าพวกเขาจะถอย . #จิตวิญญาณเถ้าแก่ที่เกลียดการโกงตาชั่ง ปัจจัยที่แท้จริงที่ทำให้คนชลบุรีต่างจากที่อื่นคือความเป็นนักค้าขายและนักแสวงหาโอกาสที่สืบทอดกันมาในเมืองท่าชายทะเล คนชลบุรีดั้งเดิมเติบโตมากับการค้าขาย การทำธุรกิจ ทำให้มีนิสัยให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ที่ยุติธรรมเปรียบเหมือนเถ้าแก่ที่ยอมไม่ได้ ถ้าใครมาโกงตาชั่งหรือทอนเงินไม่ครบ . เมื่อมองการเลือกตั้งผ่านแว่นตานี้ การที่คะแนนเขย่งหรือตัวเลขไม่ตรง ไม่ใช่แค่ความผิดพลาดทางเทคนิค มันคือการถูกโกงสัญญาสำหรับคนที่มีหัวการค้า ความไม่ซื่อสัตย์ทางตัวเลขคือเรื่องจริงจังขั้สุด พวกเขาไม่ได้ออกมาเรียกร้องด้วยอุดมการณ์ลอยๆ แบบนักฝัน วิธีการเรียกร้องของเขาจึงถ่ายทอดผ่านตรรกะของคนทำมาหากินที่ว่า "จ่ายไปเท่าไหร่ (ลงคะแนน) ต้องได้ของกลับมาเท่านั้น (ผลลัพธ์)" ใครจะมามั่วบัญชีกับคนชลบุรีบอกเลยว่าคิดผิด . #คนชลคนจริง ปรากฏการณ์ที่ชลบุรีบอกเราว่า ระบบอุปถัมภ์แบบเดิมที่เคยครอบงำพื้นที่นี้ กำลังถูกท้าทายอย่างรุนแรงด้วยพลังของพลเมืองที่ไม่ยอมให้ใครมากำหนดชะตาชีวิตแทน คนชลบุรีโกรธแล้วจะแสดงออกด้วยการ 'จี้ให้ถึงที่สุด' ณ จุดเกิดเหตุ จนกว่าความจริงจะปรากฏ และนี่คือมาตรฐานใหม่ของคำว่า 'คนจริง' ในสนามการเลือกตั้งครั้งนี้ __ #HatyaiConnext #เลือกตั้ง69 #คนชลบุรี #นับคะแนนใหม่ #ActiveCitizen #การเมืองไทย #EEC #ประชาธิปไตยhatyaiconnext
  • CONTENT

คนใต้รักจริงหลบไปไกลๆ ชั่วโมงนี้ต้องให้ ‘ไข้ที่ชน คนชลฯที่ใช่’ เจาะลึกลักษณะนิสัยคนจริงชลบุรี ที่เชื่อในการกระทำมากกว่าคำพูด

ปรากฏการณ์เลือกตั้…

นับใหม่ทั้งประเทศ ชลบุรี ปทุมธานี ขอนแก่น มหาสารคาม ทำไมเลือกตั้งไทยถึงดูไม่ง่ายแต่ประเทศไหนๆ ต่างบอกว่า 'ช้าแต่ชัวร์' ดีกว่า 'มั่วแล้วเร็ว' . กระแสเรียกร้องนับใหม่ทั้งประเทศกำลังลุกฮือขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ผ่านพ้นไปพร้อมกับคำถามมากมาย ข้อมูลจาก Vote62 เปิดเผยว่ามีรายงานความผิดปกติเข้ามาเกือบ 5,000 กรณี โดยเฉพาะปัญหาเรื่องการนับคะแนนที่มากที่สุด . ภาพจำที่ชัดเจนที่สุดคือปรากฏการณ์ เขต 7 ปทุมธานี ที่ประชาชนต้องรวมตัวกดดันข้ามคืนจน กกต. ยอมให้นับคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าใหม่ ซึ่งผลปรากฏว่าคะแนนเปลี่ยนจริงและผู้สมัครพรรคประชาชนได้คะแนนเพิ่มขึ้น หรือกรณีสุดวิสัยที่ เขต 3 ขอนแก่น ซึ่งคะแนนพรรคภูมิใจไทยพุ่งผิดปกติไปเกือบ 10,000 คะแนน แต่เมื่อทักท้วงและนับใหม่กลับเหลือเพียง 989 คะแนน ล่าสุดที่ชลบุรีที่คนชลไม่ยอมไปไหนทั้งวันทั้งคืน และอีกหลายจุดทั่วประเทศที่ยังถามหาความโปร่งใส . เหตุการณ์เหล่านี้ตอกย้ำว่าการนับคะแนนใหม่ไม่ใช่เรื่องที่ทำไม่ได้ เป็นกลไกปกติในระบอบประชาธิปไตยทั่วโลก เพื่อรักษาความชอบธรรม จากปรากฏการณ์ในไทยขณะนี้ ลองมาดู 4 กรณีศึกษาสำคัญระดับโลก ที่พิสูจน์ว่าเมื่อเกิดข้อกังขา การหยุดเพื่อตรวจสอบย่อมดีกว่าการปล่อยผ่านไป . #แพ้ชนะวัดกันที่ทศนิยม เริ่มที่ตำนานคลาสสิกปี 2000 ศึกชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระหว่าง จอร์จ ดับเบิลยู. บุช และ อัล กอร์ รัฐฟลอริดากลายเป็นสนามรบตัดสินชะตา เพราะคะแนนห่างกันแค่ 0.009% (บุชนำอยู่พันกว่าคะแนนจากบัตรเกือบ 6 ล้านใบ) . กฎหมายรัฐฟลอริดาระบุชัดเจนว่า ถ้าส่วนต่างน้อยกว่า 0.5% ให้นับใหม่ด้วยเครื่องทันที ผลปรากฏว่าช่องว่างลดลงเหลือแค่หลักร้อย ฝ่ายอัล กอร์ จึงขอนับด้วยมือต่อในเขตที่มีปัญหา แต่เกิดดราม่าเรื่องบัตรเจาะรูไม่ขาดว่าจะนับเป็นคะแนนดีไหม สุดท้ายศาลสั่งยุติด้วยเหตุผลเรื่องมาตรฐานที่ไม่เท่าเทียมกันในแต่ละเขต บุชจึงชนะไปอย่างเป็นทางการเพียง 537 คะแนน กลายเป็นแผลใจของเดโมแครตมาจนถึงทุกวันนี้ . #ผิดขั้นตอนเท่ากับโมฆะ ข้ามมาที่ออสเตรีย ปี 2016 กรณีนี้โหดกว่า เพราะศาลสั่งเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศไม่ใช่แค่นับใหม่ การแข่งขันระหว่าง อเล็กซานเดอร์ ฟาน เดอร์ เบลเลน (ฝ่ายซ้าย/กรีน) กับคู่แข่งฝ่ายขวาจัด มีจุดเปลี่ยนอยู่ที่ซองจดหมาย ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบพบว่า บัตรเลือกตั้งทางไปรษณีย์กว่า 7 หมื่นใบ ถูกแกะซองออกก่อนเวลาเพื่อให้นับได้เร็วขึ้นและบางส่วนนับโดยไม่มีพยานรู้เห็น แม้จะหาหลักฐานการโกงคะแนนไม่เจอ แต่ศาลวางบรรทัดฐานว่า "แค่ขั้นตอนผิดระเบียบ ก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดการทุจริตแล้ว" จึงสั่งให้ผลเป็นโมฆะ ต้องจัดเลือกตั้งรอบชิงดำใหม่อีกครั้ง ซึ่งผลรอบใหม่ ฟาน เดอร์ เบลเลน ชนะขาดลอยกว่าเดิม . #นับสามรอบเพื่อจบข้อครหา ความมั่นใจสร้างไม่ได้ด้วยคำพูดแต่ต้องด้วยการกระทำ รัฐจอร์เจีย ในปี 2020 คือตัวอย่างที่ดีที่สุด โจ ไบเดน เฉือนชนะ โดนัลด์ ทรัมป์ แบบหายใจรดต้นคอ รัฐนี้เลยจัดหนักด้วยการนับคะแนนถึง 3 รอบ . รอบแรกนับด้วยเครื่อง รอบสองใช้วิธี Risk-Limiting Audit คือการระดมคนมานับบัตรด้วยมือทุกใบจำนวน 5 ล้านใบ เพื่อรีเช็กความแม่นยำของเครื่อง และรอบสามทีมทรัมป์ขอใช้สิทธิตามกฎหมายให้นับเครื่องอีกที ผลลัพธ์ยืนยันว่าไบเดนชนะทั้ง 3 ครั้ง จบข่าวด้วยความโปร่งใสไร้ข้อกังขา . #ระบบคอมพิวเตอร์ก็พลาดได้ ปิดท้ายด้วยเคสแปลกแต่จริงจากสวิตเซอร์แลนด์ รัฐทิซิโน ปี 2011 ผู้สมัครสภาผู้แทนฯ สองคนได้คะแนนเท่ากันเป๊ะที่ 23,979 คะแนน การตัดสินครั้งแรกใช้วิธี จับสลากด้วยคอมพิวเตอร์ ซึ่งฝ่ายหนึ่งชนะไป . แต่อีกฝ่ายร้องเรียนว่าอัลกอริทึมของคอมพิวเตอร์ตรวจสอบไม่ได้ ศาลสูงสุดจึงสั่งยกเลิกผลนั้น และให้ทำการ จับสลากใหม่ด้วยมือต่อหน้าสักขีพยาน ผลพลิกกลับตาลปัตร ผู้ที่เคยแพ้กลับกลายเป็นผู้ชนะในรอบนี้ สะท้อนให้เห็นว่าในบางครั้ง ความเชื่อมั่นในระบบ Analog ที่ตรวจสอบได้ด้วยตาเปล่า ก็อาจจะสูงกว่าระบบ Digital ที่ซับซ้อน . จากเคสนับใหม่จากทั่วโลกและเหตุการณ์ในไทยครั้งนี้บอกเราชัดเจนครับว่า หากตัวเลขสูสี หรือกระบวนการมีพิรุธ การนับคะแนนใหม่ไม่ใช่เรื่องยากอไร เพราะแค่การนับใหม่เป็นทางออกเดียวที่จะรักษาความศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยเอาไว้ . อ้างอิง - ชนากานต์ อาทรประชาชิต. (2569, กุมภาพันธ์ 9). นับคะแนนใหม่ทั้งประเทศ ปรากฏการณ์ชั่วข้ามคืน. The Active. - Supreme Court of the United States. (2000). Bush v. Gore. - Constitutional Court of Austria. (2016). W I 6/2016 Decision. __ #HatyaiConnext #นับใหม่ทั้งประเทศ #นับคะแนนใหม่ทั้งประเทศ #เลือกตั้ง69 #การเมืองต่างประเทศ #ประชาธิปไตยhatyaiconnext
  • CONTENT

นับใหม่ทั้งประเทศ ชลบุรี ปทุมธานี ขอนแก่น มหาสารคาม ทำไมเลือกตั้งไทยถึงดูไม่ง่ายแต่ประเทศไหนๆ ต่างบอกว่า ‘ช้าแต่ชัวร์’ ดีกว่า ‘มั่วแล้วเร็ว’

กระแสเรียกร้องนับใ…

คลองแหโฉมใหม่... ไฉไลกว่าเดิม Float & Feast คลองแหมหัศจรรย์ . ลบภาพจำตลาดน้ำแบบเดิมๆ แล้วมาเปิดประสบการณ์ใหม่ที่ 'Float & Feast คลองแหมหัศจรรย์' เนรมิตพื้นที่บนสะพานให้กลายเป็นตลาดทางวัฒนธรรมสุดสร้างสรรค์ . พบกับงานหัตถกรรมชั้นครู ปะทะไอเดียคนรุ่นใหม่ ที่จะทำให้คุณเห็นว่าคลองแหไปได้ไกลกว่าที่คิใครสายอาร์ต สายคอนเทนต์ หรืออยากเห็นหาดใหญ่ในมุมมองใหม่ ห้ามพลาดเด็ดขาด . 📅 วันที่ 13 - 15 กุมภาพันธ์ 2569 📍 ณ ตลาดน้ำคลองแห (บริเวณบนสะพาน) ⏰ เวลา 16.00 - 21.00 น. . 📌 เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการหาดใหญ่โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ลิงก์ลงทะเบียนใต้คอมเมนต์ จำนวนจำกัด __ #HatyaiConnext #FloatandFeast #HeartYaiHappens #คลองแหมหัศจรรย์ #คลองแห #เศรษฐกิจสร้างสรรค์ #สงขลา #ที่เที่ยวหาดใหญ่hatyaiconnext
  • CONTENT

คลองแหโฉมใหม่… ไฉไลกว่าเดิม Float & Feast คลองแหมหัศจรรย์

ลบภาพจำตลาดน้ำแบบเ…

ตลาดน้ำคลองแห ที่มั่นหลักทางการท่องเที่ยวหาดใหญ่ นิเวศวัฒนธรรมที่คนรุ่นเก่าและใหม่ต้องเริ่มเดินไปด้วยกัน . หากพูดถึง 'คลองแห' ภาพจำแรกที่ผุดขึ้นในหัวของคนหาดใหญ่และนักท่องเที่ยวคงหนีไม่พ้น 'ตลาดน้ำ' ที่เต็มไปด้วยเรือพาย ของค้าของขาย อาหารมากมาย และความคึกคักเชิงพาณิชย์ อย่างที่ทราบกันดีว่า ในวงจรชีวิตของแหล่งท่องเที่ยว เมื่อถึงจุดอิ่มตัวการพึ่งพาเพียงโมเดลเดิมอาจไม่เพียงพอที่จะสร้างความยั่งยืนในระยะยาว . โจทย์ใหญ่ของคลองแหในทศวรรษใหม่ จึงเป็นเรื่องของการการเปลี่ยนผ่านจากพื้นที่เชิงพาณิชย์ไปสู่พื้นที่ทางวัฒนธรรมที่มีชีวิต ซึ่งต้องอาศัยกลไกที่ลึกซึ้งกว่าการจัดอีเวนต์ทั่วไป . #กับดักของวัฒนธรรมแช่แข็ง ในทางสังคมวิทยาการท่องเที่ยว การทำให้วัฒนธรรมกลายเป็นสินค้า ซึ่งมักเกิดขึ้นกับตลาดน้ำหลายแห่งที่วัฒนธรรมดั้งเดิมถูกแช่แข็งและผลิตซ้ำเพื่อตอบสนองสายตานักท่องเที่ยว จนบางครั้งจิตวิญญาณดั้งเดิมของชุมชนเริ่มเลือนหายไป . คลองแหกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายนี้ การจะก้าวข้ามกับดักดังกล่าว จำเป็นต้องมีการรื้อสร้างความหมายใหม่ ไม่ใช่แค่สถานที่ขายของ แต่ต้องเป็นพื้นที่ที่รากเหง้าทางวัฒนธรรมสามารถหายใจและเติบโตไปพร้อมกับโลกสมัยใหม่ได้ . #รอยต่อระหว่างรุ่นคือโอกาส ทฤษฎีเศรษฐกิจสร้างสรรค์บอกว่า มูลค่าที่แท้จริงเกิดจากการผสาน 'สินทรัพย์ทางวัฒนธรรม' เข้ากับ 'ความคิดสร้างสรรค์' กุญแจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนี้คือการทำงานร่วมกันข้ามรุ่น ผู้ประกอบการดั้งเดิมเปรียบเสมือนผู้ถือครอง DNA ของคลองแห ในขณะที่ผู้ประกอบการหน้าใหม่คือผู้นำเข้านวัตกรรมและนำเสนอความสดใหม่ . เมื่อสองสิ่งนี้มาบรรจบกัน มันจะไม่ใช่แค่การขายขนมพื้นบ้านแบบเดิม แต่คือการเล่าเรื่องใหม่ เป็นการสร้างประสบการณ์ที่ทำให้วัฒนธรรมจับต้องได้และมีมูลค่าเพิ่ม นี่คือทางออกที่จะทำให้คลองแหไม่ได้เป็นแค่ตลาดนัดริมน้ำ แต่เป็น Creative District ที่แข็งแรง . #พื้นที่ทดลองแห่งอนาคต โชคดีที่เราไม่ต้องรอเห็นความเปลี่ยนแปลงนี้ในตำรา เพราะกำลังจะมี Sandbox ทางวัฒนธรรมเกิดขึ้นจริงในโปรเจกต์ที่ชื่อว่า 'Float & Feast คลองแหมหัศจรรย์' . หมุดหมายสำคัญของการสร้างนิเวศวัฒนธรรมผ่านกระบวนการทำงานแบบมีส่วนร่วม ที่เปิดโอกาสให้ทั้งคนในชุมชนและนักท่องเที่ยวได้สัมผัสประสบการณ์จริง ไม่ว่าจะเป็นการสาธิตงานหัตถกรรมจากชั้นครูหรือการทดลองต่อยอดงานสร้างสรรค์แนวคิดใหม่ เพื่อขยายพื้นที่วัฒนธรรมของคลองแหให้เป็นพื้นที่เรียนรู้ ไม่จำกัดอยู่เพียงการจำหน่ายสินค้าอีกต่อไป . . หากคุณอยากเห็นโมเดลการพัฒนาเมืองที่ไม่ทิ้งรากเหง้า แต่ก็ไม่ตกขบวนรถไฟแห่งอนาคต ขอเชิญร่วมเป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์นี้ . 📅 วันที่ 13 - 15 กุมภาพันธ์ 2569 📍 ณ ตลาดน้ำคลองแห (บริเวณบนสะพาน) ⏰ เวลา 16.00 - 21.00 น. . 📌 เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการหาดใหญ่โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ลิงก์ลงทะเบียนใต้คอมเมนต์ จำนวนจำกัด . ขับเคลื่อนและสนับสนุนโดย: สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรม เพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เทศบาลเมืองคลองแห __ #HatyaiConnext #FloastandFeast #HeartYaiHappens #KhlongHaeArtAndCraft #คลองแหมหัศจรรย์ #คลองแห #เศรษฐกิจสร้างสรรค์ #หาดใหญ่ #สงขลา #มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์hatyaiconnext
  • CONTENT

ตลาดน้ำคลองแห ที่มั่นหลักทางการท่องเที่ยวหาดใหญ่ นิเวศวัฒนธรรมที่คนรุ่นเก่าและใหม่ต้องเริ่มเดินไปด้วยกัน

หากพูดถึง ‘ค…

Neo-Orientalism ความหวังดีอาบยาพิษจากคนเมือง ทำไมเราไม่ควรมอง 'คนต่างจังหวัด' เป็นเพียงผู้ถูกกระทำ . ในวงสนทนาทางสังคมและการเมืองยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะหลังผ่านพ้นฤดูกาลเลือกตั้ง เรามักสัมผัสได้ถึงกระแสความคิดหนึ่งจากกลุ่มคนเมืองหรือปัญญาชน ที่พยายามอธิบายปรากฏการณ์ในชนบทด้วยท่าทีที่ดูเหมือนจะ เข้าใจและเต็มไปด้วยความปรารถนาดี . หากพิจารณาให้ลึกลงไป จะพบว่าภายใต้ความเห็นอกเห็นใจนั้น แฝงไว้ด้วยมุมมองที่อันตรายไม่น้อยไปกว่าการเหยียดหยาม นั่นคือการมองว่า 'คนต่างจังหวัด' คือวัตถุเปราะบางที่ถูกกระทำจากโครงสร้างจนหมดสภาพ เป็นผู้บริสุทธิ์ที่ต้องได้รับการทะนุถนอม และต้องรอให้ 'คนเมือง' อย่างเราเป็นกระบอกเสียงแทน . #กับดักของความบริสุทธิ์ ปรากฏการณ์ทางความคิดนี้ มีรากฐานคล้ายคลึงกับแนวคิด Noble Savage ในวรรณกรรมตะวันตกยุคอาณานิคม หรือวิธีคิดของกลุ่ม Woke บางส่วนในโลกตะวันตกที่มองผู้ลี้ภัยหรือชนพื้นเมืองว่าเป็นผู้บริสุทธิ์โดยเนื้อแท้ เป็นกลุ่มคนที่ใสซื่อปราศจากมลทินและไม่สามารถเป็นผู้กระทำความผิดได้ เพราะสถานะความเป็นเหยื่อได้ลบล้างด้านมืดของความเป็นมนุษย์ออกไปจนหมดสิ้น . เมื่อตรรกะชุดนี้ถูกนำมาสวมทับสังคมไทย 'คนต่างจังหวัด' จึงถูกลดทอนสถานะให้เหลือเพียง 'ผู้ถูกกดขี่ที่น่าสงสาร' ที่วันๆ ต้องเผชิญกับการถูกสูบทรัพยากรเข้าสู่ศูนย์กลาง ถูกทิ้งให้ยากจน และขาดโอกาสทางการศึกษา จนคนเมืองเกิดความรู้สึกผิด และเชื่อไปว่าการตัดสินใจของพวกเขา ไม่ว่าจะถูกหรือผิดในสายตาเรา เป็นสิ่งที่ 'แตะต้องไม่ได้' และเราไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะวิพากษ์วิจารณ์ . #การลดทอนศักดิ์ศรีที่แนบเนียน แม้เจตนาเริ่มต้นจะมาจากความหวังดีที่อยากปกป้อง แต่การกระทำเช่นนี้กลับกลายเป็นการพรากความเป็นมนุษย์ออกจากพวกเขาอย่างแนบเนียนที่สุด เพราะการมองใครสักคนเป็นผ้าขาวตลอดเวลาคือการปฏิเสธความจริงที่ว่า พวกเขาก็เป็นมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อ มีกิเลส มีความโลภ มีความโกรธ และมีพลวัตทางความคิดที่ซับซ้อนเฉกเช่นเดียวกับเรา . การยกพวกเขาขึ้นไว้บนหิ้งแห่งความน่าสงสารคือการปฏิเสธเจตจำนงเสรี ของเขา มันคือการบอกทางอ้อมว่าพวกเขาไม่มีศักยภาพทางศีลธรรมเพียงพอที่จะรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง เหมือนเรามองเด็กเล็กที่ไม่ประสีประสา ซึ่งในระยะยาว มุมมองเช่นนี้ไม่ได้ช่วยสร้างความเสมอภาค แต่กลับเป็นการตอกย้ำโครงสร้างอำนาจที่คนเมืองยังคงวางตัวอยู่เหนือกว่าในฐานะผู้ปกป้อง . #มองข้ามเจตจำนงที่ซับซ้อน นี่คือ Neo-Orientalism (บูรพานิยมใหม่) แบบฉบับไทยๆ ที่ปิดกั้นไม่ให้เรามองเห็นศักยภาพที่แท้จริงของพี่น้องต่างจังหวัด เรามักทึกทักเอาเองว่าพวกเขาไม่มี ความเป็นตัวของตัวเองทางการเมืองเพียงพอ คิดเองไม่เป็น หรือชีวิตต้องพึ่งพิงอยู่กับระบบอุปถัมภ์แบบเก่าอย่างแยกไม่ออก . ทั้งที่ในความเป็นจริง สังคมชนบทไทยเปลี่ยนไปมหาศาล พวกเขามีการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร มีเครือข่ายผลประโยชน์ที่ซับซ้อน และหลายครั้งพวกเขาก็เลือกผู้แทนฯ หรือผู้นำท้องถิ่น ด้วยเหตุผลเชิงยุทธศาสตร์ที่ชาญฉลาดเพื่อความอยู่รอดของปากท้องและชุมชน ไม่ใช่เพราะ 'ความไม่รู้' หรือ 'ถูกหลอก' อย่างที่คนเมืองมักจินตนาการแทน . #เปลี่ยนความสงสารเป็นความเคารพ หากเราต้องการเห็นสังคมไทยที่เท่าเทียมและก้าวข้ามความขัดแย้งจริงๆ สิ่งที่ควรทำไม่ใช่การสงสารจนเกินจริงหรือการกล่าวโทษจนเกินงาม แต่คือการหันมามองกันในระดับสายตาเดียวกัน . เราต้องกล้ามองคนต่างจังหวัดในฐานะพลเมืองที่เท่าเทียมที่มีสิทธิ์ที่จะ 'เลือก' และมีหน้าที่ต้อง 'รับผิดชอบ' ต่อผลของการเลือกนั้นเช่นเดียวกับคนกรุงเทพฯ . การยอมรับว่าเขาก็เป็นมนุษย์ที่มีทั้งด้านมืดและด้านสว่าง มีความเฉลียวฉลาดและมีความผิดพลาดได้เหมือนกันกับเรา นั่นต่างหากคือการให้เกียรติและการเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่แท้จริง . อ้างอิง - Said, E. W. (1978). Orientalism. - Spivak, G. C. (1988). Can the Subaltern Speak?. - Ellingson, T. J. (2001). The Myth of the Noble Savage. __ #HatyaiConnext #NeoOrientalism #การเมืองไทย #ความเหลื่อมล้ำ #คนต่างจังหวัด #UrbanGuilt #PoliticalAutonomy #ความเท่าเทียม #สังคมไทยhatyaiconnext
  • CONTENT

Neo-Orientalism ความหวังดีอาบยาพิษจากคนเมือง ทำไมเราไม่ควรมอง ‘คนต่างจังหวัด’ เป็นเพียงผู้ถูกกระทำ

ในวงสนทนาทางสังคมแ…

Prev
1 … 7 8 9 10 11 12 13 … 23
Next

Fusce dignissim blandit justo, eget elementum risus tristique. Nunc lacus lacus, sit amet accumsan est pulvinar non praesent tristique enim lorem.

Site Menu

  • Services
  • Our Team
  • Pricing Plans
  • We are Hiring
  • Privacy Policy

Useful Links

  • Introduction
  • About Us
  • App Features
  • Pricing Plans
  • Cookie Policy

Contact Us

Phone: (+63) 555 1212
Fax: (+63) 555 0100

Need help or have a question?
Contact us at: info@mail.com

Copyright © 2026 - WordPress Theme by CreativeThemes