Skip to content
City Connext
  • About
  • Blog
  • Contact
  • Home
  • PROJECT
  • Services
  • หน้าแรก
Get in Touch
  • CONTENT
  • PROJECT
Hatyai connext trans logo
  • CONNEXT
City Connext
Hatyai connext trans logo
Thrift in Yanyong ยรรยงค์ไม่ใช่แค่ตลาด เจาะลึกจิตวิทยาการล่าขุมทรัพย์ เมื่อความฮิปพบกับแหล่งเศรษฐกิจหมุนเวียนแห่งหาดใหญ่ . ในโลกปัจจุบันที่กำลังถูกตั้งคำถาม มุมมองต่อการแต่งตัวและการบริโภคของคนยุคใหม่กำลังเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง 'ตลาดยรรยง' จึงไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายของคนงบน้อย แต่คือพื้นที่ทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการรักษาสมดุลระหว่างรสนิยมส่วนตัวและความรับผิดชอบต่อโลก . #ลบภาพจำของมือสองคือของเก่า ประสบการณ์ของมือสองของหลายคน อาจเริ่มมาจากเสื้อของพี่สาว กางเกงของพี่ชายเมื่อครั้งยังเด็ก ความรู้สึกถูกยัดเยียดให้ใส่อะไรที่หมดคุณค่าจากเจ้าของคนเก่าอาจสร้างความรู้สึกเชิงลบได้ แต่ในโลกของแฟชั่นยุคใหม่ เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ 'Thrifting' หรือวัฒนธรรมการเลือกซื้อของมือสองที่เน้นความฮิปและความชิคจากการคัดสรรสิ่งที่คนอื่นมองข้าม . ในทางจิตวิทยาผู้บริโภค การเลือกซื้อของใน Thrift Market หรือในตลาดมือสองมีมิติที่ลึกซึ้งกว่านั้น งานวิจัยระบุว่าผู้ซื้อจะได้รับ Hedonic Value' (คุณค่าทางอารมณ์) จากความตื่นเต้นในการค้นพบสินค้าที่มีชิ้นเดียวในโลกหรือสินค้าหายาก ซึ่งช่วยสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้กับผู้สวมใส่ . หากลองจินตนาการถึงกางเกงยีนส์ตัวเก่งที่เรายังรักแต่ใส่ไม่ได้แล้ว และเราหวังลึกๆ ให้มีคนมารับช่วงต่อเพื่อพอใจกับมันเหมือนที่เราเคยรู้สึก มุมมองนี้จะช่วยเปลี่ยนความรู้สึกจากการ 'รับของเหลือ' เป็นการ 'สืบทอดคุณค่า' การมองเห็นว่าของชิ้นหนึ่งมีเรื่องราวและมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าความต้องการของคนเพียงคนเดียว คือกุญแจสำคัญที่ช่วยให้เราเห็นประโยชน์แท้จริงของการใช้ของมือสองที่ไม่จำเป็นต้องเก่าหรือหมดยุค . #ช่วยโลกมากกว่าที่คิด นอกจากประหยัดค่าใช้จ่าย เสื้อผ้ามือสองช่วยลดการใช้น้ำจากกระบวนการผลิตมหาศาล ข้อมูลจาก World Resources Institute (WRI) ยืนยันว่าเสื้อยืดผ้าฝ้ายเพียงหนึ่งตัวต้องใช้น้ำในการผลิตสูงถึง 2,700 ลิตร ซึ่งเท่ากับปริมาณน้ำที่คนหนึ่งคนดื่มได้นานถึงสองปีครึ่ง การนำเสื้อผ้ากลับมาใช้ใหม่จึงเป็นการรักษาต้นทุนทรัพยากรน้ำและพลังงานที่เสียไปแล้วให้คุ้มค่าที่สุด . เมื่อคำนวณเสื้อยืดในตู้เสื้อผ้า เราจะพบว่าเราใช้น้ำทางอ้อมไปมหาศาล ท่ามกลางอัตราการรีไซเคิลที่ต่ำและขยะสิ่งทอที่มักไปจบที่หลุมฝังกลบ ตลาดของมือสองทั่วโลกจึงเติบโตขึ้นในฐานะทางเลือกที่ยั่งยืน แม้แต่ในกลุ่มที่ชอบซื้อเฟอร์นิเจอร์มือสองมาแต่งบ้านเพื่อเข้าถึงดีไซน์ที่หลากหลายในราคาที่เป็นมิตร แต่ไม่ว่าราคาจะถูกเพียงใด สิ่งสำคัญคือการเลือกซื้ออย่างสมเหตุสมผลตามหลัก 'Life Cycle Assessment' หรือการประเมินวงจรชีวิตสินค้าเพื่อให้เป็นการรักษ์โลกที่แท้จริง . #ตลาดยรรยงผู้มาก่อนกาล ตลาดยรรยงคือต้นแบบของ Circular Economy เศรษฐกิจหมุนเวียนในระดับท้องถิ่นที่ขับเคลื่อนสังคมหาดใหญ่มานาน งานวิจัยด้านสังคมวิทยาและเศรษฐกิจเมืองชี้ให้เห็นว่า ตลาดนัดของมือสอง ไม่ใช่แค่พื้นที่ขายของราคาถูก แต่คือกลไกสำคัญในระดับท้องถิ่นที่ช่วยยืดอายุการใช้งานสินค้าและลดปริมาณขยะในเขตเมืองได้อย่างมีนัยสำคัญ . หากใครมีโอกาสไปเดินจะพบสินค้าที่หลากหลายและคุณภาพดีไม่แพ้ของมือหนึ่งเพียงแค่ต้องตั้งใจเลือก ในขณะที่กระแสวินเทจและการ Thrifting กำลังเปลี่ยนตึกแดงจตุจักรหรือตลาดนัดรถไฟในกรุงเทพฯ ให้กลายเป็นแหล่งรวมวัยรุ่นสุดชิค . น่าภูมิใจที่หาดใหญ่เรามีตลาดยรรยงเป็นแหล่งสินค้ามือสองที่เป็น 'ตัวจริง' และราคามิตรภาพมาโดยตลอด ส่งเสริมการบริโภคที่ยั่งยืนมากขึ้น ไม่ว่าคุณจะอยู่ในสายแฟชั่นหรือไม่ก็ตาม . อ้างอิง - Ellen MacArthur Foundation. (2017). A new textiles economy: Redesigning fashion’s future. - World Resources Institute (WRI). (2017). The Environmental Footprint of Cotton. - Oldenburg, R. (1989). The Great Good Place. - Kostecka, M. (2013). The Role of Flea Markets in Sustainable Urban Development. __ #HeartYaiComeback #HugHeartYai #CurioCity #HatyaiConnext #HatyaiLifestyle #ตลาดยรรยงค์ #ตลาดยรรยง #ตลาดมือสอง #หาดใหญ่ #SecondHand #SustainableFashion #CircularEconomy #Thriftinghatyaiconnext
  • CONTENT

Thrift in Yanyong ยรรยงค์ไม่ใช่แค่ตลาด เจาะลึกจิตวิทยาการล่าขุมทรัพย์ เมื่อความฮิปพบกับแหล่งเศรษฐกิจหมุนเวียนแห่งหาดใหญ่

ในโลกปัจจุบันที่กำ…

เช็คลิสต์ด่วน 60+ ร้านโปรดของใครหลายๆ คน กลับมาเปิดแล้ววันนี้ ครบทุกย่าน ทั่วประเทศหาดใหญ่ . ใครหิว แชร์เก็บไว้เลย ใครมีร้านไหนเปิดเพิ่ม คอมเมนต์บอกพิกัดกันหน่อย __ #HeartYaiComeback #HugHeartYai #HatYaiComeback #CurioCity #HatyaiConnext #ร้านอาหารหาดใหญ่ #หาดใหญ่hatyaiconnext
  • CONTENT

เช็คลิสต์ด่วน 60+ ร้านโปรดของใครหลายๆ คน กลับมาเปิดแล้ววันนี้ ครบทุกย่าน ทั่วประเทศหาดใหญ่

ใครหิว แชร์เก็บไว้…

การเป็นคนหาดใหญ่วัดที่ความไวในการคัมแบ็ค... ทั้งน้ำตา Hatyai Resource ร้านในหาดใหญ่ (โปรดรับไว้พิจารณา) . ฟังเสียงสะท้อนจากร้านค้าหลากหลายเจเนอเรชัน ผู้ประกอบการตัวเล็กๆ ที่ใจใหญ่มาก ถึงวินาทีที่ต้องลุกขึ้นสู้ใหม่ และข้อความที่อยากส่งถึงเพื่อนร่วมชะตากรรม เพราะเราเชื่อว่าเสียงหัวใจคนหาดใหญ่... กำลังกลับมาเต้นแรงอีกครั้ง . ถ่ายภาพและสัมภาษณ์ แลต๊ะแลใต้ & On the REC. เรียบเรียงและกราฟิก Hatyai Connext __ #HeartYaiHappens #HeartYaiComeback #HugHeartYai #CurioCity #HatyaiResource #ร้านในหาดใหญ่โปรดรับไว้พิจารณา #HumanResourceMovie #พนักงานใหม่โปรดรับไว้พิจารณาhatyaiconnext
  • CONTENT

การเป็นคนหาดใหญ่วัดที่ความไวในการคัมแบ็ค… ทั้งน้ำตา Hatyai Resource ร้านในหาดใหญ่ (โปรดรับไว้พิจารณา)

ฟังเสียงสะท้อนจากร…

70+ คาเฟ่ร้านโปรด กลับมาเปิดให้หายคิดถึง อุดหนุนกันได้ตั้งแต่วันนี้ ทั่วพื้นที่หาดใหญ่ . กลิ่นคั่วกาแฟที่คุ้นเคย มัทฉะแก้วโปรดที่เคยจิบ บรรยากาศมุมเดิมที่คิดถึง และเสียงเครื่องชงที่กลับมาดังอีกครั้ง... หลังจากผ่านพายุฝน วันนี้เหล่าคาเฟ่และร้านกาแฟทั่วหาดใหญ่ พร้อมใจกันปัดฝุ่น เปิดประตูต้อนรับทุกคนกลับสู่พื้นที่แห่งความสุข . การคัมแบ็คครั้งนี้ ไม่ใช่แค่ร้านกลับมาเปิด แต่คือเครื่องยืนยันว่าหัวใจคนหาดใหญ่ยังสู้ไม่ถอย อยากชวนทุกคนออกไปฮีลใจด้วยเครื่องดื่มแก้วโปรด แวะไปทักทายให้กำลังใจบาริสต้าและเจ้าของร้าน . เพราะทุกแก้วที่คุณดื่มคือพลังสำคัญที่ช่วยหมุนให้เศรษฐกิจและรอยยิ้มของเมืองเรากลับมาสดใสเหมือนเดิม . ขอขอบคุณรูปภาพจากเพจทางการของร้านไว้ ณ ที่นี้ __ #HeartYaiHappens #HeartYaiComeback #HugHeartYai #CurioCity #คาเฟ่หาดใหญ่ #หาดใหญ่ #คาเฟ่หาดใหญ่2026 #CafeHatYai #CafeHoppingHatYai #HatyaiResource #ร้านในหาดใหญ่โปรดรับไว้พิจารณาhatyaiconnext
  • CONTENT

70+ คาเฟ่ร้านโปรด กลับมาเปิดให้หายคิดถึง อุดหนุนกันได้ตั้งแต่วันนี้ ทั่วพื้นที่หาดใหญ่

กลิ่นคั่วกาแฟที่คุ…

หาดใหญ่ใช่ว่าไม่มีฝุ่น เปิดความจริง 'ฝุ่นสองหน้า' ที่ล้อมเมืองเราอยู่ ลมหายใจคนหาดใหญ่ในวันที่ไม่มีกฎหมายอากาศสะอาด . ในขณะที่คนกรุงเทพฯ กำลังเผชิญกับวิกฤตฝุ่นพิษจนมองไม่เห็นตึกสูง คนหาดใหญ่หลายคนอาจยังนิ่งนอนใจเพราะภาพจำที่ว่าบ้านเรามีฝนแปดแดดสี่ แต่หากกางสถิติและข้อเท็จจริงล่าสุดออกมาดู จะพบว่าหาดใหญ่มีพฤติกรรมฝุ่นที่อันตรายไม่แพ้เมืองหลวง และที่น่ากังวลที่สุดคือความหวังเรื่องกฎหมายที่จะมาจัดการฝุ่นเพิ่งจะถูกดับลงจากการประกาศยุบสภาเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา ทำให้ทุนสำรองทางสุขภาพและเศรษฐกิจที่เรามีอาจจะหมดไปไวกว่าที่คิด . #ฝุ่นสองหน้าฝุ่นเฉพาะตัวแบบหาดใหญ่ ความแตกต่างสำคัญที่ทำให้ฝุ่นในหาดใหญ่ไม่เหมือนที่อื่นคือที่มาของมลพิษซึ่งมีสองระลอกใหญ่ ระลอกแรกคือ 'ฝุ่นท้องถิ่น' ที่เกิดจากการจราจรที่หนาแน่นในเขตเมืองและการขยายตัวของอุตสาหกรรม ซึ่งมักจะรุนแรงในช่วงต้นปีที่มีสภาพอากาศนิ่ง ลมสงบ ส่วนระลอกที่สองคือ 'หมอกควันข้ามพรมแดน' ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นเป็นประจำในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกันยายน โดยมีสาเหตุหลักมาจากไฟป่าในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมลพิษเหล่านี้จะถูกมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดพาเข้ามาสะสมในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ . #เปิดสถิติวิกฤตความจริงที่มองข้ามไม่ได้ หากย้อนดูข้อเท็จจริง สถิติที่ฝุ่นหาดใหญ่พุ่งสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2562 ในตอนนั้นค่าฝุ่น PM 2.5 พุ่งทะลุเกิน 200 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (ซึ่งอยู่ในระดับอันตรายมาก) จนท้องถิ่นต้องประกาศภาวะวิกฤต ส่วนสถิติล่าสุดที่ใกล้ตัวเราที่สุดคือเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมา ค่าฝุ่นพุ่งสูงถึง 78.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งอยู่ในระดับสีแดงที่มีผลกระทบต่อสุขภาพชัดเจน ตัวเลขเหล่านี้ยืนยันว่า หาดใหญ่ไม่ได้ปราศจากฝุ่นและวิกฤตสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อโดยที่เราไม่ทันตั้งตัว . #ภูมิศาสตร์ที่เป็นตัวกักเก็บ เราต้องเข้าใจใหม่ว่าหาดใหญ่ไม่ได้มีลักษณะเป็นแอ่งกระทะที่ปิดล้อมทุกด้าน แต่โดยทางภูมิศาสตร์คือที่ราบลุ่มน้ำระหว่างหุบเขาที่ถูกขนาบด้วยแนวเขา ในวันที่สภาพอากาศนิ่ง มวลอากาศเย็นจะกดทับมลพิษไว้ไม่ให้ลอยข้ามแนวเขาออกไปได้ง่ายๆ ทำให้ฝุ่นถูกกักขังอยู่ในเมืองเป็นเวลานาน สิ่งที่เห็นขาวโพลนในตอนเช้าหลายครั้งจึงไม่ใช่หมอกตามธรรมชาติแต่คือฝุ่นพิษที่มองไม่เห็น ภัยเงียบนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเด็กเล็กและผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับทางเดินหายใจ . #เมื่ออากาศสะอาดอาจไม่ได้ไปต่อ ข้อมูลล่าสุดที่น่าตกใจคือ ร่าง พ.ร.บ. บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาดล่าสุด รวมถึงกฎหมายสิ่งแวดล้อมสำคัญอีกหลายฉบับไม่ได้ไปต่อ เนื่องจากมีการประกาศยุบสภาเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ส่งผลให้กระบวนการพิจารณาของรัฐสภาที่เคยค้างอยู่ต้องหยุดลงทันที . หากรัฐบาลชุดใหม่ไม่ร้องขอให้นำกลับมาพิจารณาต่อภายในเวลาที่กำหนด กฎหมายเหล่านี้จะต้องกลับไปนับหนึ่งใหม่ทั้งหมด ซึ่งหมายความว่าเครื่องมือในการจัดการมลพิษข้ามพรมแดนและกลไกที่จะบังคับใช้กับผู้ก่อมลพิษรายใหญ่อาจต้องเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด . #การรับมือของคนหาดใหญ่ เมื่อความชัดเจนทางกฎหมายยังต้องใช้เวลา การรับมือที่สำคัญที่สุดคือการใช้เทคโนโลยีในมือให้เป็นประโยชน์ ในยุคปัจจุบันเราสามารถเข้าถึงข้อมูลคุณภาพอากาศได้ด้วยตัวเองผ่านแอปพลิเคชันหรือเซนเซอร์วัดค่าอากาศส่วนตัวเพื่อวางแผนการใช้ชีวิตได้อย่างแม่นยำ . ก้าวถัดไปคือการสร้างความร่วมมือในระดับท้องถิ่นเพื่อผลักดันให้มีการขยายโครงข่ายข้อมูลอากาศให้ครอบคลุมทุกจุดเสี่ยงในเมือง รวมถึงการร่วมกันสนับสนุนมาตรการลดฝุ่นในระดับจังหวัดที่ทำได้ทันทีโดยไม่ต้องรอกฎหมายแม่ เพื่อให้หาดใหญ่ยังคงเป็นเมืองที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน . สุดท้ายแล้วอากาศบริสุทธิ์คือสิทธิพื้นฐานที่ควรได้รับการปกป้องเหนือความผันผวนทางการเมือง หัวใจสำคัญของการพัฒนาเมืองในอนาคตคือการวางรากฐานที่ยั่งยืน โดยต้องยึดเอาสุขภาวะของประชาชนและความอุดมสมบูรณ์ของสิ่งแวดล้อมหาดใหญ่เป็นเป้าหมายสูงสุด เพราะความสำเร็จที่แท้จริงของเมืองไม่ได้วัดกันที่ตัวเลขทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากคุณภาพชีวิตและลมหายใจที่สะอาดของลูกหลานชาวหาดใหญ่ทุกคนเป็นสำคัญ . อ้างอิง - ร่างกฎหมายมลพิษ 4 ฉบับ หลังยุบสภา – Policy Watch, Thai PBS (15 ธ.ค. 2568) - สถิติวิกฤต PM 2.5 หาดใหญ่สูงสุด 200 ไมโครกรัม/ลบ.ม. – รายงานสถิติกรมควบคุมมลพิษ (กันยายน 2562) - สถานการณ์ฝุ่นพุ่งสูงระดับสีแดงในหาดใหญ่ (78.1 ไมโครกรัม/ลบ.ม.) – ข้อมูลเฝ้าระวังมลพิษทางอากาศ (กรกฎาคม 2567) - ภูมิศาสตร์ที่ราบลุ่มหาดใหญ่และการกักเก็บมลพิษ – รายงานวิเคราะห์ทางธรณีวิทยาและลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา __ #HeartYaiComeback #HugHeartYai #CurioCity #HatyaiConnext #PM25 #ฝุ่นหาดใหญ่ #อากาศสะอาด #พรบอากาศสะอาด #CleanAirAct #PM25Hatyai #หาดใหญ่hatyaiconnext
  • CONTENT

หาดใหญ่ใช่ว่าไม่มีฝุ่น เปิดความจริง ‘ฝุ่นสองหน้า’ ที่ล้อมเมืองเราอยู่ ลมหายใจคนหาดใหญ่ในวันที่ไม่มีกฎหมายอากาศสะอาด

ในขณะที่คนกรุงเทพฯ…

โปรเจกต์ใหญ่ในตำนาน #โมโนเรลหาดใหญ่ กลับมาปัดฝุ่นใหม่ในมือ รฟม. รอบนี้จะได้ตอกเสาเข็มหรือเป็นฝันค้างหนังม้วนเดิม? . เมื่อวันที่ 16 ม.ค. 69 มีข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการคมนาคมภาคใต้ เมื่อ อบจ.สงขลา ตัดสินใจส่งไม้ต่อโครงการรถไฟฟ้าโมโนเรลหาดใหญ่ มูลค่า 17,000 ล้านบาท ให้กับ รฟม. (การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย) รับไปดูแลอย่างเป็นทางการ ข่าวนี้มีความหมายลึกซึ้งกว่าแค่การเปลี่ยนชื่อหน่วยงาน เพราะมันคือการเปลี่ยนกระเป๋าตังค์จากงบท้องถิ่นที่มีจำกัด มาเป็นงบรัฐบาลกลางที่มีเครื่องมือและความพร้อมมากกว่า ทำให้นี่อาจเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปีที่คำว่าโมโนเรลหาดใหญ่ไม่ใช่แค่การขายฝัน มีโอกาสสร้างจริงสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา แต่ในฐานะคนหาดใหญ่ เราต้องมองให้ทะลุแล้วตั้งคำถามกันตรงๆ ว่าระบบราง 1.7 หมื่นล้านนี้ ตอบโจทย์เมืองเราจริงๆ หรือเปล่า . #ชีวิตดีๆที่ลงตัวหรือต้องเดินตากแดดจนตัวเปียก ลองจินตนาการภาพชีวิตในอนาคต หากโครงการเฟส 1 ระยะทาง 12.54 กิโลเมตรนี้สร้างเสร็จ คุณอาจจะเริ่มต้นเช้าวันใหม่ที่ สถานีคลองหวะ ซึ่งเป็นทั้งจุดเริ่มต้นและศูนย์ซ่อมบำรุง นั่งรถไฟฟ้าผ่าน สถานีเซ็นทรัล เพื่อแวะช้อปปิ้ง แล้ววิ่งยาวผ่าน สถานีคลองเรียน ไปลงที่ สถานี ม.อ. เพื่อเดินข้ามไปซื้อของที่โลตัส หรือเดินเข้าไปหาหมอที่มอ. . จากนั้นรถจะเลี้ยวที่แยกคอหงส์เข้าสู่ถนนเพชรเกษม ผ่าน สถานีบิ๊กซี และ สถานีหาดใหญ่วิทยาลัย (ญ.ว.) เข้าสู่ใจกลางเมืองที่ สถานีน้ำพุ และ สถานีกิมหยง เชื่อมต่อกับรถไฟทางไกลที่ สถานีชุมทางรถไฟ ก่อนจะข้ามฝั่งไป สถานีหาดใหญ่ใน และสิ้นสุดปลายทางที่ สถานีรถตู้ (ตลาดเกษตร) . ดูเหมือนจะเพอร์เฟกต์ แต่คำถามสำคัญที่หายไปคือโจทย์เรื่อง First Mile และ Last Mile อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ คือ 'ระยะทางปากซอย' มันคือการเดินทางช่วงแรกจากประตูบ้านมาถึงสถานี (First Mile) และการเดินทางช่วงท้ายจากสถานีไปถึงที่ทำงาน (Last Mile) บ้านคนหาดใหญ่ส่วนใหญ่อยู่ในซอยลึก หมู่บ้านจัดสรร หรือตึกแถวที่ห่างจากถนนใหญ่เกินระยะเดินไหว คุณจะยอมเดินฝ่าแดดเปรี้ยงๆ 800 เมตรเพื่อมาขึ้นสถานีไหม หรือสุดท้ายก็ต้องให้คนในบ้านขับรถออกมาส่ง หรือต้องเรียกวินมอเตอร์ไซค์ ถ้าต้องต่อรถหลายต่อแล้วลำบากกว่าเดิม คนอาจจะเลือกบิดมอเตอร์ไซค์รวดเดียวจบเหมือนเดิม นี่คือโจทย์ที่ถ้าแก้ไม่ได้ รถไฟฟ้าอาจมีแต่ความว่างเปล่า . #เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวรถไฟตลาดใหม่ที่กำลังบูม เวลาพูดถึงนักท่องเที่ยวมาเลย์ เรามักนึกถึงภาพครอบครัวใหญ่ที่ขับรถส่วนตัวเข้ามา แต่กลุ่มเป้าหมายหลักของโมโนเรลคือกลุ่มนักท่องเที่ยวอิสระ (FIT) ที่กำลังโตระเบิดระเบ้อ ซึ่งนอกจากกลุ่มวัยรุ่นที่ไม่มีรถแล้ว ยังมีกลุ่มคนที่เข็ดขยาดรถติดหน้าด่านรวมอยู่ด้วย . ใครที่เคยขับรถข้ามแดนช่วงเทศกาลจะรู้ดีว่า การติดแหง็กอยู่หน้าด่าน 3-4 ชั่วโมงเพื่อรอปั๊มพาสปอร์ตคือฝันร้าย ทำให้หลายคนเริ่มเปลี่ยนโหมดมานั่งรถไฟ ETS จากกัวลาลัมเปอร์มาลงปาดังเบซาร์ แล้วต่อรถไฟไทยเข้าสู่หาดใหญ่แทน เพราะคุมเวลาได้และขั้นตอนผ่านแดนเร็วกว่ามาก . ดังที่เห็นได้จากขบวนรถพิเศษ MySawasdee ซึ่งเป็นแคมเปญของ KTMB (การรถไฟมาเลเซีย) ที่จัดขบวนพิเศษขนคนมาเที่ยวไทยในช่วงเทศกาล แม้จะเป็นรถไฟตามฤดูกาลแต่มันพิสูจน์ให้เห็น Demand มหาศาล ส่วนในวันธรรมดาก็มีคนนั่ง ETS มาต่อรถไฟไทยเข้าหาดใหญ่ทุกวัน . คนกลุ่มนี้เมื่อมาถึง สถานีชุมทางรถไฟหาดใหญ่ พวกเขาไม่มีรถใช้และมักเจอปัญหาโลกแตกคือ เรียกรถไม่ถูก โดนโก่งราคา หรือสื่อสารไม่ได้ การมีโมโนเรลที่เชื่อมจากสถานีรถไฟไปยังย่านช้อปปิ้งหลักได้โดยตรง จะเป็นตัวเปลี่ยนเกมที่ทำให้เขาเที่ยวเมืองเราง่าย . ลองนึกภาพเวลาเราไปสิงคโปร์ ทำไมเราถึงกล้าไปเองโดยไม่ง้อทัวร์? เพราะเรารู้ว่าลงเครื่องปุ๊บ เดินเข้ารถไฟฟ้า แตะบัตรปุ๊บ ก็ไปโผล่หน้าโรงแรมหรือที่เที่ยวได้เลย โดยไม่ต้องพูดภาษาท้องถิ่น ไม่ต้องไปยืนต่อรองราคากับแท็กซี่ หรือกลัวเขาพาไปวน . โมโนเรลหาดใหญ่จะสร้างประสบการณ์ Safe & Easy แบบเดียวกันนี้ให้นักท่องเที่ยวมาเลย์ คือความรู้สึกอุ่นใจ ลงรถไฟปุ๊บ แตะบัตรขึ้นโมโนเรล จ่ายราคามาตรฐาน ไปโผล่หน้าเซ็นทรัลเฟสฯ ได้เลย นี่คือมาตรฐานการท่องเที่ยวระดับสากลที่เมืองท่องเที่ยวควรมี . #จะโมโนเรลหรือรถเมล์ไฟฟ้า นี่คือประเด็นที่น่าถกเถียงที่สุด เพราะแต่ละระบบมี ราคาที่ต้องจ่ายต่างกัน ไม่ใช่แค่เรื่องเวลา แต่รวมถึงต้นทุนและความยืดหยุ่นด้วย . #ทีมรถเมล์ไฟฟ้า EV Bus ชูจุดเด่นเรื่อง ความคุ้มค่าและความยืดหยุ่น การลงทุนถูกกว่าเป็น 10 เท่า และสร้างเสร็จพร้อมวิ่งได้ภายใน 1 ปี ไม่ต้องรอ 4-5 ปีเหมือนรถไฟฟ้า ที่สำคัญคือปรับเปลี่ยนได้ วันนี้เส้นทางนี้คนน้อย ก็ย้ายรถไปวิ่งเส้นอื่นได้หรือถ้าน้ำท่วมถนนเส้นหลัก ก็เลี่ยงไปวิ่งเส้นรองได้ ไม่เหมือนโมโนเรลที่สร้างแล้วสร้างเลย รื้อถอนไม่ได้ ถ้าเจ๊งก็คืออนุสาวรีย์คอนกรีตถาวร . #ทีมโมโนเรล ชูจุดเด่นเรื่อง การจัดการเมืองระยะยาว แม้ EV Bus จะดี แต่ข้อจำกัดคือ ขีดความสามารถในการขนคน (Capacity) ถือว่าต่ำกว่ามาก ถ้าหาดใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ รถเมล์อาจรับมือไม่ไหว และต้องใช้รถจำนวนมากมาวิ่ง ซึ่งก็จะไปแย่งพื้นที่ถนนคืนมาอีก . ส่วนโมโนเรล การจ่าย 1.7 หมื่นล้าน คือการซื้อโครงข่ายถาวรที่แยกออกจากถนน 100% นอกจากจะได้เรื่องเวลาที่แน่นอนแล้ว มันยังช่วยกำหนดแกนกลางของเมือง ให้ตึกสูงหรือย่านธุรกิจใหม่ๆ เกิดขึ้นตามแนวสถานีซึ่งรถเมล์ทำไม่ได้ชัดเจนเท่า . ดังนั้น คำถามไม่ใช่แค่ "อะไรถูกกว่า" แต่คือ "เรามองภาพหาดใหญ่อีก 20 ปีข้างหน้าเป็นแบบไหน" เป็นเมืองกะทัดรัดที่เน้นรถเมล์คล่องตัวหรือเมืองขยายตัวแนวดิ่งที่ต้องการขนส่งมวลชนความจุสูง . #บทเรียนจากเพื่อนบ้านทำไมบางเมืองเทรถไฟฟ้าแต่บางเมืองต้องสร้างเพิ่ม เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ลองดูตัวอย่างจากเพื่อนบ้านที่เจอทางแยกในการตัดสินใจเหมือนเรา . เคสที่ 1 : เปลี่ยนจากรถไฟฟ้า เป็น รถเมล์ไฮโดรเจน (ART) - เมืองกูชิง รัฐซาราวัก มาเลเซีย | เคสนี้อยู่ใกล้บ้านเราที่สุดและน่าจับตามองมาก เดิมทีรัฐซาราวักวางแผนจะสร้างรถไฟฟ้ารางเบา (LRT) แต่เจอปัญหาค่าก่อสร้างแพงมาก จึงตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้ระบบ ART (Autonomous Rapid Transit) รถเมล์ไฮโดรเจนไร้คนขับที่วิ่งตามรางเสมือน (Virtual Track) บนถนน แต่กั้นเลนพิเศษให้ . ความจริงจังของเขาคือ ล่าสุดสั่งซื้อรถ ART เพิ่มอีก 38 คันและรถ Feeder อีก 55 คันเพื่อเตรียมเปิดใช้เต็มรูปแบบในปี 2026 นี้ พิสูจน์ให้เห็นว่าถ้าเมืองวางแผนดีๆ เราอาจไม่ต้องสร้างรางเหล็กแพงๆ ก็ได้ แต่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่มาทดแทนในราคาที่ถูกกว่าเกือบครึ่ง . เคสที่ 2 : เปลี่ยนจากระบบราง เป็น รถเมล์ลอยฟ้า - เมืองเซี่ยเหมิน (Xiamen) จีน | เมืองนี้แก้ปัญหาแบบลูกผสม คืออยากหนีรถติดแต่ไม่อยากลงทุนค่ารถไฟบนฟ้าแพงๆ เลยสร้าง ทางยกระดับเหมือนโมโนเรลเป๊ะๆ แต่เอารถเมล์ BRT ขึ้นไปวิ่งข้างบนแทน ผลลัพธ์คือรถเมล์ทำความเร็วได้เท่ารถไฟฟ้าเพราะไม่มีไฟแดง และประหยัดงบก่อสร้างระบบรางไปได้มหาศาล เป็นโมเดลที่ฉลาดเลือกสำหรับเมืองที่งบน้อย . เคสที่ 3 : เปลี่ยนจากรถเมล์ เป็น โมโนเรล - เมืองเซาเปาโล บราซิล | ในทางกลับกัน เมืองเซาเปาโลเคยใช้รถเมล์แก้ปัญหาจนถึงทางตัน เมื่อคนแน่นเกินกว่าที่รถเมล์จะรับไหว (เกิน 40,000 คน/ชม.) รถเมล์กลับกลายเป็นตัวการรถติดเสียเอง รัฐบาลจึงต้องยอมทุบกระปุกสร้าง โมโนเรลสาย 15 คร่อมถนนเดิม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการขนคนให้สูงขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่รถเมล์ทำไม่ได้ . #ถามใจคนหาดใหญ่อยากได้แบบไหน ในเมื่อ รฟม. รับลูกไปแล้ว และมีแนวโน้มจะดันให้เกิดจริง อนาคตของหาดใหญ่อยู่ในมือพวกเราที่จะส่งเสียง . และไม่ว่าบทสรุปจะออกมาเป็นระบบราง โมโนเรล หรือรถเมล์ไฟฟ้า สิ่งที่ผู้เกี่ยวข้องต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรกคือ ผลประโยชน์สูงสุดของเมืองหาดใหญ่ ไม่ใช่ผลประโยชน์ของกลุ่มทุนหรือใครคนใดคนหนึ่ง เพราะเงินทุกบาทคืองบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษี และผลกระทบที่เกิดขึ้น ไม่ว่าดีหรือร้าย มันจะอยู่กับเมืองและลูกหลานชาวหาดใหญ่ไปตลอดชีวิต . คุณอยู่ทีมไหนคอมเมนต์คุยกัน ? #ทีมรถส่วนตัว คล่องตัวสุด ซอกแซกได้ จอดถึงที่ ไม่ต้องเดินไกล ไม่ต้องรอรอบ #ทีมรถเมล์EV ของบทำรถเมล์ดีๆ วิ่งถี่ๆ ประหยัดงบประเทศ รถติดบ้างก็ทนเอา #ทีมจัดมาให้หมด จะราง จะล้อ ขอให้มาเถอะ เดี๋ยวเลือกใช้เองตามสถานการณ์ . อ้างอิง - อบจ.สงขลาส่งไม้ต่อ รฟม.ลุยโมโนเรลหาดใหญ่ 1.7 หมื่นล้าน – MGR Online (17 ม.ค. 2569) - รถไฟฟ้าหาดใหญ่ มาแน่ – Headline co th (16 ม.ค. 2569) - ข้อมูลโครงการรถไฟฟ้าโมโนเรลหาดใหญ่ (Phase 1) – สำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) / รฟม. - Kuching Urban Transportation System (ART Project) – Sarawak Metro - Xiamen BRT System Overview – ITDP - São Paulo Metro Line 15 (Monorail) – Metrô de São Paulo - KTMB MySawasdee Campaign – KTMB __ #HeartYaiComeback #HugHeartYai #CurioCity #HatyaiConnext #Monorail #HatyaiMonorail #Transporation #หาดใหญ่ #ข่าวหาดใหญ่ #รถไฟฟ้าหาดใหญ่ #ขนส่งสาธารณะ #รถเมล์ไฟฟ้า #รถไฟหาดใหญ่hatyaiconnext
  • CONTENT

โปรเจกต์ใหญ่ในตำนาน โมโนเรลหาดใหญ่ กลับมาปัดฝุ่นใหม่ในมือ รฟม. รอบนี้จะได้ตอกเสาเข็มหรือเป็นฝันค้างหนังม้วนเดิม?

เมื่อวันที่ 16 ม.ค…

เหนื่อยก็พักไม่รักก็พอ เมื่อวิกฤตน้ำท่วมกลายเป็นบททดสอบที่ทำให้คนรักกลายเป็นคนอื่น . "ก่อนหน้านี้ก็รักกันดี แต่พอน้ำท่วมหาดใหญ่รอบนี้... เหมือนฉันเพิ่งรู้จักตัวตนจริงๆ ของเขา" . น้ำที่ลดลงไป อาจไม่ได้ทิ้งไว้แค่คราบโคลนในบ้าน แต่ยังทิ้งตะกอนใจให้กับหลายคู่รัก จากความสัมพันธ์ที่เคยหมายมั่นปั้นมือว่าคนนี้แหละใช่ แต่พอเจอวิกฤตปุ๊บกลับกลายเป็นความห่างเหิน เงียบหาย หรือการกระทำที่ทำให้รู้สึกเหมือนเราถูกทิ้งให้จมน้ำอยู่คนเดียว ในทางจิตวิทยาเรื่องนี้อธิบายได้ลึกซึ้งกว่าแค่คำว่านิสัยเปลี่ยน เพราะสิ่งที่คุณกำลังเผชิญอยู่ มันคือสภาวะที่เรียกว่า Crisis Revelation หรือการที่วิกฤตทำหน้าที่กระชากหน้ากากเปิดเผยความจริงที่ซ่อนอยู่ออกมา . #ทฤษฎีความเปราะบางเมื่อเจอวิกฤต หากเจาะลึกลงไป ปรากฏการณ์นี้อธิบายได้ด้วยทฤษฎี The Vulnerability-Stress-Adaptation Model เป็นแบบจำลองความเปราะบางและความเครียด ซึ่งอธิบายง่ายๆ ว่า คู่รักทุกคู่ย่อมมีจุดเปราะบางซ่อนอยู่ เช่น ความเห็นแก่ตัวลึกๆ หรือความไม่พร้อมที่จะเสียสละ ในเวลาปกติที่ชีวิตดี เรามองไม่เห็นสิ่งเหล่านี้เพราะไม่มีแรงกดดัน แต่เมื่อเจอความเครียดภายนอกระดับวิกฤตอย่างน้ำท่วมเข้ามากระแทก มันจะบีบให้คู่รักต้องปรับตัวร่วมกัน และถ้ารากฐานความสัมพันธ์ไม่แข็งแรงพอ วิกฤตนี้แหละจะเป็นตัวทุบให้รอยร้าวนั้นแตกละเอียดจนไปต่อไม่ได้ . #ทำไมต้องไปต่างประเทศถึงจะเห็นธาตุแท้ หลายคนน่าจะเคยได้ยินประโยคคลาสสิกที่ว่า "อยากรู้นิสัยใคร ให้ลองพาไปเที่ยวต่างประเทศด้วยกัน หรือพาไปลำบากด้วยกันดู" . ในทางจิตวิทยา คำกล่าวนี้เป็นเรื่องจริงเพราะเมื่อมนุษย์หลุดออกจากคอมฟอร์ทโซนไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย ต้องเจอกับการหลงทาง ภาษาที่สื่อสารไม่ได้ หรือความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง ร่างกายจะเกิดภาวะความเครียดสะสม . สภาวะนี้จะทำลายความสามารถในการประดิษฐ์ตัวตนให้พังทลายลง คนเราจะไม่เหลือพลังงานสมองพอที่จะมานั่งคีพลุคว่าเป็นคนใจดีหรือใจเย็น สิ่งที่หลุดออกมาจึงเป็นเนื้อแท้ว่าเมื่อเขาเจอปัญหา เขาจะช่วยเราแก้ หรือเขาจะเหวี่ยงใส่เรา . น้ำท่วมหาดใหญ่ครั้งนี้ ก็เปรียบเสมือนทริปต่างประเทศที่โหดหินที่สุด ที่เราไม่ได้ตั้งใจแพลนทริปหรือจองตั๋ว มันบังคับให้เราต้องเผชิญความกลัว ความลำบาก สิ่งสกปรก และเหนื่อยล้าถึงขีดสุด จึงไม่แปลกที่หน้ากากของใครหลายคนจะหลุดออกมาในเวลานี้ . #ความหวานคือกับดักภาพลวงตา มีงานวิจัยระดับตำนานที่น่าสนใจจาก Dr. Ted Huston แห่งมหาวิทยาลัย Texas ชื่อว่า PAIR Project (Processes of Adaptation in Intimate Relationships) ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้ไม่ได้เกิดจากการนั่งเทียนเขียนหรือเก็บข้อมูลแค่ไม่กี่วัน . แต่ได้ทำการศึกษาแบบติดตามผลระยะยาว โดยการติดตามชีวิตคู่ของคู่แต่งงานใหม่จำนวน 168 คู่ เป็นเวลายาวนานถึง 13 ปี โดยทีมวิจัยจะเข้าไปเก็บข้อมูลตั้งแต่วันแรกๆ ที่แต่งงาน ติดตามผลผ่านการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ ให้คู่รักจดบันทึกความรู้สึก พฤติกรรมที่ปฏิบัติต่อกัน และระดับความพึงพอใจในชีวิตคู่เป็นระยะๆ ตลอดสิบกว่าปี เพื่อดูว่าคู่ไหนไปรอด และคู่ไหนที่ต้องหย่าร้าง . ผลการทดลองค้นพบความจริงที่น่าตกใจว่า คู่รักที่หย่าร้างกันเร็วที่สุด มักจะเป็นคู่ที่แสดงออกว่ารักกันหวานแหววมากๆ ในช่วงเริ่มต้นชีวิตคู่ . ไม่ใช่เพราะรักกันมากแล้วผิด แต่เป็นเพราะความหวานในช่วงแรกมักสร้างภาพลวงตาที่สวยงามเกินจริง เมื่อเวลาผ่านไปและต้องตัดภาพมาสู่วิกฤตชีวิตจริง อย่างเช่นเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ ที่ไม่มีความโรแมนติก มีแต่ความขมขื่น . ระดับความรักที่เคยพุ่งสูงมันจะลดฮวบลงมาสู่ความเป็นจริงที่เจ็บปวด การเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงและรวดเร็วนี้เอง ที่ทำให้ภาพฝันพังทลาย คู่ที่ไปต่อไม่ได้คือคู่ที่ไม่สามารถสลับโหมดจากแค่ Lover หรือคนรักที่เสพความสุขร่วมกัน มาเป็น Partner หรือคู่ชีวิตที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขได้ทันท่วงที . #ทำไมตอนคบกันแรกๆถึงดีแต่ตอนนี้เปลี่ยนไป เรื่องนี้อธิบายเสริมได้ด้วยทฤษฎี หน้าฉากและหลังฉาก (Front Stage & Back Stage) ของ Erving Goffman ที่เปรียบชีวิตเหมือนโรงละคร เวลาเราไปเดต กินข้าว ดูหนัง เราอยู่ในหน้าฉากที่สภาพแวดล้อมควบคุมได้ แอร์เย็นสบาย เรามีพลังงานเหลือเฟือที่จะแสดงบทบาทเป็นคนเสียสละได้แนบเนียน . แต่เมื่อเจอน้ำท่วม ที่ทั้งเหนื่อย หิว ร้อน และเครียด ร่างกายจะเกิดภาวะสมองล้า หรือ Ego Depletion ทำให้เราหลุดเข้าไปสู่หลังฉาก ซึ่งเราจะสูญเสียความสามารถในการควบคุมอารมณ์ สิ่งที่เหลืออยู่คือนิสัยดิบ ว่าเมื่อถึงจุดที่ลำบากที่สุด เขาเลือกที่จะเห็นแก่ตัวหรือเลือกที่จะปกป้องคุณ . #จุดวัดใจระหว่างทำไม่ได้กับไม่อยากทำ ก่อนจะตัดสินใจจบความสัมพันธ์ เพื่อให้แฟร์กับทุกฝ่าย เราต้องใช้เลนส์แห่งความยุติธรรมมองด้วย ให้ลองเช็กสัญญาณใจ โดยขีดเส้นแบ่งให้ชัดเจนระหว่าง 'ทำไม่ได้' กับ 'ไม่อยากทำ' . กลุ่มที่ควรเห็นใจคือกลุ่มที่ทำไม่ได้แต่ใจยังอยู่ ถ้าตัวเขาเองก็ประสบภัยหนัก บ้านน้ำท่วมเหมือนกัน ต้องดูแลพ่อแม่ติดเตียง หรือรถพังออกมาไม่ได้ แต่เขายังพยายามวิดีโอคอล ไลน์มาถามไถ่ โอนเงินมาช่วย หรือพยายามประสานงานให้คุณ แบบนี้คือเขายังรัก แต่กายเขามาไม่ได้ อันนี้เราต้องใช้ความเห็นอกเห็นใจทำความเข้าใจเขา . แต่กลุ่มที่เป็นสัญญาณอันตรายคือกลุ่มที่ทำได้ แต่เลือกที่จะไม่ทำ คือถ้าบ้านเขาน้ำไม่ท่วม เขาว่าง หรือไปนั่งชิลที่อื่นได้สบายใจ แต่เลือกที่จะเพิกเฉยต่อความทุกข์ร้อนของคุณ มองว่าเป็นเรื่องไกลตัว หรือมองว่าคุณเรียกร้องมากไป แบบนี้คือความเห็นแก่ตัว และเป็น Red Flag ที่คุณต้องพิจารณาอย่างจริงจัง . #ของขวัญที่มากับน้ำท่วม สุดท้ายนี้ อยากให้ลองถอยออกมาทบทวนด้วยเหตุและผล ลองทำ Self-Reflection ถามตัวเองดูว่า เรากำลังเรียกร้องในสิ่งที่เขาทำได้จริงๆ หรือเปล่า หากเราพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วว่า เราไม่ได้งอแง เราเข้าใจข้อจำกัดของเขาแล้ว แต่สิ่งที่ได้รับกลับมายังคงเป็นความว่างเปล่า ความแล้งน้ำใจ หรือการถูกทิ้งให้เผชิญปัญหาลำพัง . ขอให้ถือว่าน้ำท่วมครั้งนี้เป็นของขวัญที่ช่วยคัดกรองคนที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิตคุณ เพราะการจบความสัมพันธ์ในวันนี้ ไม่ใช่ความล้มเหลว แต่มันคือการเลือกใหม่บนพื้นฐานของความจริง เพื่อให้คุณได้ไปต่อกับคนที่พร้อมจะเปื้อนโคลนไปกับคุณจริงๆ . อ้างอิง - The Vulnerability-Stress-Adaptation Model of Marriage – Karney, B. R., & Bradbury, T. N. (1995) - The Connubial Crucible (PAIR Project) – Huston, T. L., et al. (2001) - The Presentation of Self in Everyday Life – Goffman, E. (1959). Ego Depletion – Baumeister, R. F., et al. (1998) __ #HeartYaiComeback #HugHeartYai #CurioCity #HatyaiConnext #SelfReflection #จิตวิทยาความสัมพันธ์ #ความรัก #ความสัมพันธ์ #น้ำท่วมหาดใหญ่ #หาดใหญ่ #ใจฉันตามเธอไปhatyaiconnext
  • CONTENT

เหนื่อยก็พักไม่รักก็พอ เมื่อวิกฤตน้ำท่วมกลายเป็นบททดสอบที่ทำให้คนรักกลายเป็นคนอื่น

“ก่อนหน้านี้…

เมื่อพายุลูกแรกของปีชื่อ 'นกแอ่น' กำลังเปิดฉากถล่มฟิลิปปินส์ หากพายุลูกนี้เกิดขึ้นกับหาดใหญ่แบบเขา เราจะรับมือไหวไหม? . ในขณะที่เรากำลังใช้ชีวิตตามปกติ เพื่อนบ้านเราอย่างฟิลิปปินส์ กำลังเผชิญหน้ากับพายุลูกแรกของปี 2026 ที่ชื่อว่า พายุนกแอ่น หรือชื่อท้องถิ่นคือ Ada ล่าสุดกรมอุตุนิยมวิทยาฟิลิปปินส์ ได้ออกประกาศเตือนภัยด่วน เพราะแม้จะเป็นพายุโซนร้อนที่มีความเร็วลมราว 65-80 กม./ชม. แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าลมคือฝน ที่ตกหนักจนเสี่ยงจะไปกระตุ้นให้เกิดโคลนเดือดผสมเถ้าถ่านภูเขาไฟจาก ภูเขาไฟมายอน ไหลลงมาถล่มหมู่บ้านด้านล่าง ซ้ำเติมผู้คนที่ยังระส่ำระสายจากการปะทุของภูเขาไฟเมื่อต้นปี . ภาพความวุ่นวายที่กำลังเกิดขึ้น ทั้งการอพยพหนีตายจากโคลนถล่มและบ้านเรือนที่เสี่ยงพังทลาย ชวนให้ตั้งคำถามสำคัญว่า ถ้าวันหนึ่งพายุลักษณะนี้ เลี้ยวหนีจากฟิลิปปินส์แล้วพุ่งตรงมาที่ "หาดใหญ่" บ้าง สภาพเมืองของเราจะเป็นอย่างไร? . ซึ่งการหยิบเรื่องนี้มาเล่าไม่ได้มีเจตนาให้ตื่นตระหนก แต่คือการชวน 'จำลองสถานการณ์' เพื่อสร้างความตระหนักรู้และการเตรียมพร้อม ท่ามกลางภาวะโลกรวนที่ทำให้ภัยธรรมชาติรุนแรงและคาดเดายากขึ้น จนเราไม่อาจพูดได้เต็มปากว่า "มันจะไม่มีทางเกิดขึ้นกับหาดใหญ่" การเตรียมใจและระบบให้พร้อม จึงเป็นหนทางที่ดีที่สุด . #สมมติฐานถ้าหาดใหญ่กลายเป็นทางผ่านพายุ ลองจินตนาการภาพจำจากน้ำท่วมล่าสุดที่เราเพิ่งผ่านมา ความเสียหายส่วนใหญ่คือทรัพย์สินที่จมน้ำและการสัญจรที่ตัดขาด แต่ถ้าเป็นพายุแบบที่ฟิลิปปินส์เจอ สมการความเสียหายจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มันจะไม่ใช่แค่ 'น้ำ' ที่เอ่อขึ้นมาจากท่อ แต่มันคือ 'ลม' ที่พัดด้วยความเร็วสูง ป้ายโฆษณาขนาดยักษ์ตามสี่แยก ตึกแถว หรือแม้แต่กระจกบนตึกสูงใจกลางเมือง อาจกลายเป็นอาวุธสังหารที่ปลิวว่อน ระบบไฟฟ้าอาจดับทั้งเมืองนานเป็นสัปดาห์ไม่ใช่แค่ไม่กี่ชั่วโมง นี่คือความน่ากลัวของภัยพิบัติที่มาพร้อมกันทั้งลมและฝน ซึ่งโครงสร้างเมืองหาดใหญ่อาจไม่ได้ถูกออกแบบมาให้รับแรงปะทะระดับนี้ . #จ่ายก่อนเจ็บน้อยกว่า ก่อนจะไปดูวิธีรับมือ อยากชวนดูตัวเลขแห่งความคุ้มค่าที่ทั่วโลกยอมรับ ซึ่งยืนยันตรงกันทั้งจากฝั่งวิศวกรรม (FEMA) และฝั่งมนุษยธรรม (UN) ว่าการเตรียมตัวนั้นถูกกว่าการแก้ไขมหาศาล . ฝั่งโครงสร้าง (Hard Infrastructure): 1 ดอลลาร์ เซฟได้ 6 ดอลลาร์ ข้อมูลจาก FEMA สำนักงานจัดการภาวะฉุกเฉินกลางสหรัฐฯ หน่วยงานผู้ถือเงินก้อนโตในการจัดการภัยพิบัติ ร่วมกับ NIBS สถาบันอาคารศาสตร์แห่งชาติ หน่วยงานมันสมองทางวิศวกรรมที่เป็นผู้กำหนดมาตรฐานความปลอดภัยอาคารทั่วอเมริกา ระบุว่า ทุกๆ 1 ดอลลาร์ (ประมาณ 35 บาท) ที่เราจ่ายไปกับการป้องกันเชิงโครงสร้าง (Structural Mitigation) เช่น การสร้างตึกให้ได้มาตรฐานต้านแรงลม การเสริมความแข็งแรงสะพาน หรือการย้ายบ้านพ้นทางน้ำ จะช่วยประหยัดเงินค่าซ่อมแซมได้เฉลี่ยถึง 6 ดอลลาร์ (ประมาณ 210 บาท) และในบางกรณีพุ่งสูงถึง 13 ดอลลาร์ (ประมาณ 455 บาท) . ฝั่งระบบเตือนภัย (Soft Infrastructure): 1 ดอลลาร์ เซฟได้ 20 ดอลลาร์ ในขณะที่ฝั่ง UN สหประชาชาติ และ UNDP มีตัวเลขที่น่าสนใจยิ่งกว่า โดยระบุว่าในประเทศกำลังพัฒนา ทุกๆ 1 ดอลลาร์ (ประมาณ 35 บาท) ที่ลงทุนไปกับระบบเตือนภัยล่วงหน้าที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยประหยัดความสูญเสียได้สูงถึง 20 ดอลลาร์ (ประมาณ 700 บาท) เพราะการรู้ล่วงหน้าเพียง 24 ชั่วโมง สามารถลดความเสียหายได้ถึง 30% และที่สำคัญคือมันช่วยเซฟชีวิตที่ประเมินค่าไม่ได้ . สรุปง่ายๆ คือ ไม่ว่าจะลงทุนสร้างเมืองให้แข็ง (แบบ FEMA) หรือลงทุนสร้างคนให้ฉลาดรู้ (แบบ UN) ยังไงก็คุ้มกว่าการรอจ่ายค่าซ่อมเมืองตอนพังเละเทะเสมอ และนี่คือสิ่งที่ฟิลิปปินส์ทำได้ดีมากจนเราต้องถอดบทเรียน . #ฟิลิปปินส์ประเทศที่ได้ชื่อโรงเรียนแห่งภัยพิบัติ ทำไมทั่วโลกถึงเรียกฟิลิปปินส์ว่าเป็น School of Disaster หรือโรงเรียนแห่งภัยพิบัติ? ไม่ใช่เพราะเขาโชคร้ายเจอพายุปีละ 20 ลูกเท่านั้น แต่เพราะเขาเรียนรู้ที่จะอยู่รอดได้เก่งที่สุดในโลก หลักการสำคัญที่เขาใช้คือ Zero Casualty หรือเป้าหมายการตายต้องเป็นศูนย์ โดยมี Protocol ที่ชัดเจนและเป็นระบบมากจนน่าทึ่ง . 1. ระบบเตรียมพร้อม Oplan L!STO (โอแพลน ลิสโต) เขาไม่ได้รอพายุเข้าแล้วค่อยสั่งการ แต่มีคู่มือปฏิบัติการสำหรับผู้นำท้องถิ่นที่แบ่งระดับความพร้อมเป็น 3 สีตามความเสี่ยง คือ Alpha (เตรียมศูนย์) Bravo (เริ่มอพยพกลุ่มเปราะบาง) และ Charlie (วิกฤต บังคับอพยพ 100%) นายกเทศมนตรีทุกคนจะมี Checklist ในมือเลยว่าอีก 48 ชม. พายุเข้า ต้องทำอะไร ไม่ต้องเสียเวลาคิดหน้างาน . 2. การอพยพเชิงรุก (Pre-emptive Evacuation) เขาไม่รอให้ฝนตก ไม่รอให้น้ำท่วมเข้าบ้านแล้วค่อยขอความช่วยเหลือ แต่เมื่อมีการพยากรณ์ว่าพายุจะเข้า รัฐจะประกาศอพยพคนออกจากพื้นที่เสี่ยงก่อนพายุเข้า 1-2 วัน และถ้าสถานการณ์วิกฤตจะยกระดับเป็น Forced Evacuation (การบังคับอพยพ) ที่ตำรวจมีอำนาจทางกฎหมายในการหิ้วคนออกจากบ้านได้เลยหากไม่ยอมไป เพื่อรักษาชีวิตตามเป้าหมาย Zero Casualty . 3. ระบบเตือนภัย ไฮเทค + โลว์เทค ฟิลิปปินส์รู้ว่าเมื่อภัยมาสัญญาณมือถืออาจล่ม เขาจึงใช้ 2 ระบบคู่ขนาน คือ SMS Alert ที่กฎหมายบังคับให้ค่ายมือถือส่งเตือนภัยฟรี ควบคู่กับระบบ Bandilyo (บันดิลิโย) หรือหอกระจายข่าวเคลื่อนที่ ผู้นำชุมชนจะขี่มอเตอร์ไซค์ถือโทรโข่งหรือตีระฆังตามซอย เพื่อให้แน่ใจว่าตาสีตาสาที่ไม่มีสมาร์ทโฟนต้องรู้ข่าวและหนีทัน . 4. มาตรการเยียวยาทันที เมื่อประกาศสถานการณ์ภัยพิบัติ กฎหมาย Price Act จะทำงานทันทีโดยอัตโนมัติ สินค้าจำเป็นห้ามขึ้นราคาเป็นเวลา 60 วัน และไฮไลท์ที่น่าสนใจมากสำหรับคนทำธุรกิจคือมาตรการสินเชื่อฟื้นฟู (ERF) ที่รัฐสั่งให้สถาบันการเงินปล่อยกู้ช่วย SME ทันที โดยมีวงเงินกู้สูงสุดรายละ 300,000 เปโซ (หรือประมาณ 180,000 บาท) โดยมีเงื่อนไขสุดพิเศษคือ ดอกเบี้ย 0% ในปีแรก (เพื่อให้ตั้งตัวได้) และยังมีระยะปลอดชำระหนี้นานสูงสุด 6 เดือน คือช่วงแรกไม่ต้องผ่อนเลย เอาเงินไปซ่อมร้านซื้อของมาขายก่อน พอตั้งหลักได้ค่อยเริ่มผ่อน ซึ่งต่างจากเงินเยียวยาหลักพันบาทตรงที่มันมากพอที่จะสร้างอาชีพใหม่ได้ทันที . #มองกลับมาที่หาดใหญ่ ย้อนกลับมาที่บ้านเรา ต้องยอมรับว่าหาดใหญ่มีวิวัฒนาการเรื่องการจัดการน้ำที่ดีขึ้นตามลำดับ จุดเปลี่ยนสำคัญคือมหาอุทกภัยปี 2543 ต่อมาในปี 2553 แม้จะเกิดน้ำท่วมใหญ่อีกครั้ง แต่ระบบที่วางไว้ก็พิสูจน์แล้วว่าช่วยให้น้ำลดลงเร็ว เราก็ได้เห็นการพัฒนาที่ชัดเจนขึ้นอีก ทั้งการขยายศักยภาพคลอง ร.1 การติดตั้งกล้อง CCTV ดูระดับน้ำ และระบบธงเตือนภัย . แต่สิ่งที่ฟิลิปปินส์สอนเราเพิ่มเติมคือ Disaster Literacy ความฉลาดรู้เรื่องภัยพิบัติ เราเก่งเรื่องโครงสร้างและการกู้ภัย แต่เราอาจต้องเพิ่มความเข้มข้นเรื่องการเตรียมพร้อมในภาคประชาชน เราควรมีระบบชวนคนย้ายรถหรือย้ายผู้ป่วยติดเตียง ก่อนฝนตกหนักไหม? (เหมือนที่เราเริ่มทำกันบ้างแล้วในการเอารถขึ้นที่สูงรอบล่าสุด) เราควรมีสินเชื่อฉุกเฉินดอกเบี้ย 0% หรือมาตรการตรึงราคาสินค้าที่รวดเร็วแบบเขาไหม? และที่สำคัญคือ การไม่ประมาทว่า "มีคลอง ร.1 แล้วน้ำจะไม่ท่วม" เพราะภัยพิบัติยุคโลกรวน อาจมาในรูปแบบที่เราไม่คุ้นเคย . #ส่งกำลังใจและเตรียมใจให้พร้อม ขอส่งกำลังใจให้ชาวฟิลิปปินส์ผ่านพ้นวิกฤตพายุนกแอ่น และขอให้เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจชาวหาดใหญ่ว่า ภัยพิบัติทางธรรมชาติรุนแรงขึ้นทุกวัน การเตรียมตัวที่ดีที่สุดไม่ใช่การภาวนาไม่ให้มันเกิด แต่คือการเตรียมระบบและสติให้พร้อมรับมือ เพราะเมื่อวันนั้นมาถึง เราจะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจกับบทเรียนราคาแพงที่เราไม่ได้ถอดความรู้จากเพื่อนบ้านมาใช้เลย . อ้างอิง - Natural Hazard Mitigation Saves: 2019 Report – National Institute of Building Sciences (NIBS) / FEMA - Adapt Now: A Global Call for Leadership on Climate Resilience – Global Commission on Adaptation (2019) / UNDP - Tropical Storm Nokaen raises lahar risk near Philippines' Mayon volcano – China Daily / PAGASA (Jan 2026) - Enterprise Rehabilitation Financing (ERF) Program – Small Business Corporation (SB Corp), Philippines __ #HeartYaiComeback #HugHeartYai #CurioCity #HatyaiConnext #น้ำท่วมหาดใหญ่ #หาดใหญ่ #พายุนกแอ่น #ฟิลิปปินส์ #Climatechange #ภาวะโลกรวนhatyaiconnext
  • CONTENT

เมื่อพายุลูกแรกของปีชื่อ ‘นกแอ่น’ กำลังเปิดฉากถล่มฟิลิปปินส์ หากพายุลูกนี้เกิดขึ้นกับหาดใหญ่แบบเขา เราจะรับมือไหวไหม?

ในขณะที่เรากำลังใช…

'เครนถล่ม-ตึกทรุด' สู่คำถามถึงความปลอดภัยในบ้านเรา ส่อง 3 เมกะโปรเจกต์ใน 'สงขลา-หาดใหญ่' ที่กำลังสร้างโดยผู้รับเหมาเดียวกับข่าวการสูญเสียในเวลานี้ . จากข่าวเศร้ากรณีอุบัติเหตุในโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงและอาคารสูงในเมืองกรุง ซึ่งมีชื่อของบริษัทรับเหมายักษ์ใหญ่อย่าง อิตาเลียนไทย (ITD) และ China Railway No.10 ปรากฏอยู่ในหน้าข่าว จนหลายคนเริ่มกังวลถึงมาตรฐานความปลอดภัย . ชวนมาส่องโครงการที่กำลังก่อสร้างอยู่ในบ้านเรากันดูบ้าง ขอย้ำก่อนว่าอย่าเพิ่งตื่นตระหนก วัตถุประสงค์ในครั้งนี้คือการนำเสนอข้อเท็จจริง รู้พิกัด เป็นหูเป็นตาและตรวจสอบความเรียบร้อยได้ดียิ่งขึ้น . #ตึกใหม่มอศูนย์กลางการแพทย์แห่งอนาคต เริ่มที่จุดแรกซึ่งถือเป็นไข่แดงของเมืองหาดใหญ่ นั่นคือ โครงการอาคารศูนย์ความเป็นเลิศ (Excellence Center) ภายในคณะแพทยศาสตร์ ม.อ. ซึ่งดูแลโดย อิตาเลียนไทย (ITD) มูลค่าโครงการกว่า 1,461 ล้านบาท อาคารคอนกรีตเสริมเหล็กจำนวน 2 อาคาร ประกอบด้วย อาคารสูง 20 ชั้น และ อาคารสูง 12 ชั้น พร้อมชั้นใต้ดินร่วมกัน 2 ชั้น และทางเชื่อมระหว่างอาคารตั้งแต่ชั้น 1M-12 เป้าหมายคือการเป็น Super Tertiary Care หรือศูนย์รับส่งต่อผู้ป่วยโรคซับซ้อนและรองรับโรคอุบัติใหม่ (Emerging Diseases) คาดว่าจะแล้วเสร็จและเปิดให้บริการเต็มรูปแบบได้ในเร็วๆ นี้ . ความท้าทายของจุดนี้คือโลเคชันที่ตั้งอยู่กลางโรงพยาบาลที่มีคนนับหมื่นสัญจร แต่ในความกังวลก็มีความอุ่นใจ เพราะโดยปกติการก่อสร้างในเขตโรงพยาบาลจะมีมาตรฐานความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดกว่าไซต์งานทั่วไปหลายเท่า ทั้งเรื่องฝุ่น เสียง แรงสั่นสะเทือน และทาง ม.อ. เองก็น่าจะมีทีมที่ปรึกษาคุมงานตรวจสอบยิบในทุกขั้นตอนเพื่อไม่ให้กระทบผู้ป่วย แต่ถึงอย่างนั้นการช่วยกันมองเวลายกเครนหรือขนของ ก็เป็นสิ่งที่พวกเราทำได้ . #อาคารหน้าด่านรพสงขลาลดความแออัดห้องฉุกเฉิน ขยับออกไปที่ฝั่งสงขลากับอาคารผู้ป่วยนอกและอุบัติเหตุ (OPD) 9 ชั้น ของโรงพยาบาลสงขลา ซึ่งก่อสร้างโดยกิจการร่วมค้า AKC ที่มี บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (บริษัทเดียวกับข่าวตึก สตง. ถล่ม) ถือหุ้นอยู่ วัตถุประสงค์หลักคือเพื่อขยายศักยภาพในการรองรับผู้ป่วยนอกที่ล้นโรงพยาบาล และยกระดับศูนย์อุบัติเหตุให้ทันสมัยขึ้น เพื่อเป็นหน้าด่านใหม่ของชาวสงขลา . ล่าสุดปรากฎว่าส่งงานล่าช้าและมีการทิ้งงานเป็นที่เรียบร้อย ทางคณะกรรมการตรวจรับงานได้มีการเสนอเลิกสัญญา ซึ่งปัจจุบันผู้ว่าราชการสงขลาได้ออกหนังสือบอกเลิกสัญญาอย่างเป็นทางการ . สำหรับโครงการนี้ เมื่อช่วงต้นปี 2568 หน่วยงานโยธาธิการและผู้เกี่ยวข้อง ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบมาตรฐานโครงสร้างอย่างละเอียดไปแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งผลเบื้องต้นระบุว่าได้มาตรฐานและไม่พบความผิดปกติ นี่คือเครื่องยืนยันว่าหน่วยงานรัฐในบ้านเราไม่ได้นิ่งนอนใจ และมีการ Action เพื่อความปลอดภัยล่วงหน้าแล้ว หน้าที่ของพวกเราคือช่วยกันดูความเรียบร้อยภายนอกต่อไป . #ท่าเรือน้ำลึกสงขลาประตูเศรษฐกิจบานใหม่ จุดสุดท้ายคือ โครงการปรับปรุงท่าเรือน้ำลึกสงขลา ฝั่งสิงหนคร โดย อิตาเลียนไทย (ITD) ซึ่งเป็นงานโครงสร้างพื้นฐานทางน้ำ วัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงหน้าท่าและเพิ่มประสิทธิภาพเครนยกตู้สินค้า ให้รองรับเรือขนาดใหญ่และการขนส่งสินค้าที่เติบโตขึ้นตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ แม้จะเป็นพื้นที่ปิด แต่มาตรฐานความแข็งแรงก็ส่งผลต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของภูมิภาค . #เพราะเมืองที่ปลอดภัยสร้างได้ด้วยตาของทุกคน อุบัติเหตุเป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิด และบ่อยครั้งมันป้องกันได้หากมีคนช่วยกันสังเกตเห็นสัญญาณเตือนก่อน หากชาวสงขลา-หาดใหญ่ท่านไหนที่สัญจรผ่านไปมา 3 จุดนี้ แล้วเห็นสิ่งผิดปกติที่ดูไม่ปลอดภัย เช่น เศษวัสดุร่วงหล่น สามารถแจ้งเพื่อให้เกิดการแก้ไขได้ทันทีที่ สายด่วนกรมโยธาธิการและผังเมือง 1311, ศูนย์ดำรงธรรม 1567 __ #HeartYaiComeback #HugHeartYai #CurioCity #HatyaiConnext #หาดใหญ่ #สงขลา #เครนถล่มhatyaiconnext
  • CONTENT

‘เครนถล่ม-ตึกทรุด’ สู่คำถามถึงความปลอดภัยในบ้านเรา ส่อง 3 เมกะโปรเจกต์ใน ‘สงขลา-หาดใหญ่’ ที่กำลังสร้างโดยผู้รับเหมาเดียวกับข่าวการสูญเสียในเวลานี้

จากข่าวเศร้ากรณีอุ…

Prev
1 … 15 16 17 18 19 20 21 … 23
Next

Fusce dignissim blandit justo, eget elementum risus tristique. Nunc lacus lacus, sit amet accumsan est pulvinar non praesent tristique enim lorem.

Site Menu

  • Services
  • Our Team
  • Pricing Plans
  • We are Hiring
  • Privacy Policy

Useful Links

  • Introduction
  • About Us
  • App Features
  • Pricing Plans
  • Cookie Policy

Contact Us

Phone: (+63) 555 1212
Fax: (+63) 555 0100

Need help or have a question?
Contact us at: info@mail.com

Copyright © 2026 - WordPress Theme by CreativeThemes