Skip to content
City Connext
  • About
  • Blog
  • Contact
  • Home
  • PROJECT
  • Services
  • หน้าแรก
Get in Touch
  • CONTENT
  • PROJECT
Hatyai connext trans logo
  • CONNEXT
City Connext
Hatyai connext trans logo
ทำไมคุยการเมืองแล้วของขึ้น? เจาะลึกกลไกสมองเมื่อ 'ความเห็นต่าง' ถูกมองเป็น 'ภัยคุกคาม' และวิธีรักษาใจก่อนทำลายความสัมพันธ์ . เคยสงสัยไหม? ทั้งที่คุยเรื่องงาน เรื่องบอล หรือเรื่องดารา เราคุยกันด้วยเหตุผลได้ แต่ทำไมพอแตะเรื่อง 'การเมือง' ปุ๊บ แล้วมันเดือดจัด เส้นเลือดเต้นตุบๆ จนแทบมองหน้าคนในครอบครัวหรือคนรู้จักไม่ติด มันไม่ใช่เพราะคุณเป็นคนก้าวร้าว แลเขาก็ไม่ใช่คนไม่มีเหตุผล แต่มีกลไกบางอย่างในสมองกำลังทำงานผิดพลาด เหมือนกับตอนที่คุณเชียร์กีฬานัดชิง เกิดอะไรขึ้นในหัวเราตอนเถียงการเมือง และจะดึงสติกลับมายังไงก่อนที่ความสัมพันธ์จะพัง . #สมองทำงานยังไงเมื่อความเห็นต่างกลายเป็นภัยคุกคาม มีงานวิจัยจาก USC (University of Southern California) จับคนเข้าเครื่องสแกนสมอง (fMRI) แล้วพูดจาโจมตีความเชื่อทางการเมืองของพวกเขา ผลลัพธ์ชัดจนน่าใจหาย เพราะสมองส่วน Amygdala (อมิกดาลา) ซึ่งทำหน้าที่ตอบสนองต่อความกลัวและภัยคุกคาม จะทำงานอย่างรุนแรง เหมือนกับตอนที่คุณเจอกับหมาดุๆ หรือกำลังจะโดนทำร้ายร่างกาย . ในขณะที่สมองส่วนเหตุผล (Prefrontal Cortex) จะทำงานลดลง นั่นแปลว่า สมองของเราไม่ได้มองว่า 'ความเห็นต่างทางการเมือง' เป็นแค่ข้อมูลชุดใหม่ แต่มองว่ามันคือ 'การโจมตีตัวตน' สมองจึงสั่งการให้เราสู้เพื่อปกป้องตัวตนนั้น อาการใจสั่น หน้าแดง เสียงดัง หัวร้อน จึงเกิดขึ้นอัตโนมัติ เพราะสมองคิดว่าคุณกำลังตกอยู่ในอันตรายจริงๆ . #การเมืองกับกีฬาเหมือนกันมากกว่าที่คุณคิด คำถามที่น่าสนใจคือ ให้มองการเมืองเป็นเกมกีฬาได้ไหม? คำตอบคือ 'ได้' ในแง่ของจิตวิทยา เพราะมนุษย์มีสัญชาตญาณดิบที่เรียกว่า Tribalism (สัญชาตญาณชนเผ่า) เมื่อเราเลือกข้าง เชียร์พรรค หรือชอบอุดมการณ์ไหน เราจะเอาตัวเองไปผูกโยงเป็น 'พวกเรา' และมองอีกฝั่งเป็น 'พวกเขา' ทันที . เหมือนเวลาเราเชียร์บอลทีมรักแพ้ หรือโดนกรรมการตัดสินค้านสายตา เราจะโกรธแค้นราวกับโดนกระทำเอง ทั้งที่จริงๆ เราเป็นแค่ผู้ชมท่านนึง การเมืองก็เช่นกัน มันคือเรื่องจริงจังที่เดิมพันด้วยค่านิยม ความเชื่อ และคุณภาพชีวิต แต่กับดักคือเรามักเผลอเอา 'ความสัมพันธ์ลงไปเล่น’ ไปวางเป็นเดิมพันกับมันด้วย . #สมรภูมิโซเชียลเมื่อนิ้วเร็วกว่าใจ ปัญหานี้ทวีความรุนแรงขึ้นเมื่ออยู่บนโลกออนไลน์ ปรากฏการณ์นี้ทางจิตวิทยาเรียกว่า Online Dis-inhibition Effect หรือภาวะที่คนเรารู้สึก 'กล้า' และ 'ยับยั้งชั่งใจน้อยลง' เมื่ออยู่หลังจอภาพ เพราะเรามองไม่เห็นความเป็นมนุษย์ของอีกฝ่าย เห็นเพียงรูปโปรไฟล์หรือตัวหนังสือ ทำให้ความเห็นอกเห็นใจหายไป เราจึงกล้าพิมพ์ถ้อยคำรุนแรงในระดับที่ไม่มีวันกล้าพูดต่อหน้า วินาทีที่ข้อความโจมตีด้วยโทสะหลุดจากปลายนิ้วแล้วกดส่งออกไป สำหรับผู้โพสต์มันอาจคือความสะใจชั่ววูบที่จบแล้ว . แต่ในความเป็นจริง มันคือการปล่อยสารพิษดิจิทัลที่ไม่มีวันสลายตัวเข้าสู่ระบบ ซึ่งส่งผลกระทบที่น่ากลัวคือการทำให้ความรุนแรงและการใช้ภาษาลดทอนความเป็นมนุษย์ กลายเป็น 'เรื่องปกติ' (Normalization) ที่ใครๆ ก็ทำกัน จนสังคมเกิดความหวาดระแวง ไม่กล้าแสดงความเห็นต่าง และสุดท้ายความเกลียดชังจากออนไลน์ก็จะไหลออกมาสู่โลกความจริง ทำให้คนมีความอดทนต่อกันน้อยลง . #เส้นแบ่งของความสัมพันธ์และวิธีดึงสติก่อนสายเกินไป เส้นแบ่งที่สำคัญที่สุดคือ 'การเคารพความเป็นมนุษย์' เมื่อไหร่ที่คุณเริ่มมองอีกฝ่ายว่า โง่ ดักดาน หรือไม่ใช่คน นี่คือสัญญาณอันตรายว่าอารมณ์ได้เข้าครอบงำเหตุผลแล้ว ทางออกคือต้องเริ่มจากการแยก 'ความคิด' ออกจาก 'ตัวตน' . ท่องไว้ว่าความคิดเห็นทางการเมืองของเขาคือสิ่งที่เขาเชื่อ ไม่ใช่สิ่งที่เขาเป็นทั้งหมด พ่อยังคงเป็นพ่อที่รักเรา เพื่อนยังคงเป็นเพื่อนที่เคยช่วยเหลือเรา แค่ชุดข้อมูลเรื่องนี้เราไม่ตรงกัน จากนั้นให้ใช้ความสงสัยแทนการตัดสิน แทนที่จะสวนกลับ ให้ลองถามว่าทำไมถึงมองมุมนั้น มีประสบการณ์อะไรหรือเปล่า การถามหาที่มาของความเชื่อมักจะทำให้บรรยากาศเย็นลงกว่าการเถียงที่ปลายเหตุ และสุดท้ายต้องรู้จักยอมรับที่จะเห็นต่าง Agree to Disagree ซึ่งเป็นทักษะขั้นสูงของประชาธิปไตยคือการยอมรับว่าเราไม่จำเป็นต้องจบบทสนทนาด้วยความเห็นที่ตรงกัน . #บทสรุปการเมืองเปลี่ยนได้แต่พี่น้องเปลี่ยนไม่ได้ สุดท้ายแล้ว การเมืองคือเรื่องของการจัดสรรทรัพยากรและอุดมการณ์ ซึ่งเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาตามยุคสมัย แต่ 'ความสัมพันธ์' คือทรัพยากรที่มีค่าที่สุดในชีวิตจริง เราสามารถจริงจังกับการเมืองได้ แต่อย่าเอามันมาทำลายคนรอบข้าง เพราะในวันที่เราป่วยหรือวันที่เราต้องการกำลังใจ คนที่ยื่นมือมาจับเราคนแรก อาจจะเป็นคนละสีเสื้อกับที่เราเถียงกันแทบตายเมื่อวานก็ได้ . อ้างอิง - Kaplan, J. T., et al. (2016). Neural correlates of maintaining one's political beliefs in the face of counterevidence. Scientific Reports. - Suler, J. (2004). The Online Disinhibition Effect. CyberPsychology & Behavior. - Haidt, J. (2012). The Righteous Mind: Why Good People Are Divided by Politics and Religion. - Greene, J. (2013). Moral Tribes: Emotion, Reason, and the Gap Between Us and Them. __ #HeartYaiComeback #HugHeartYai #CurioCity #HatyaiConnext #หาดใหญ่ #การเมือง #เลือกตั้ง69 #จิตวิทยา #การทำงานของสมอง #neurosciencehatyaiconnext
  • CONTENT

ทำไมคุยการเมืองแล้วของขึ้น? เจาะลึกกลไกสมองเมื่อ ‘ความเห็นต่าง’ ถูกมองเป็น ‘ภัยคุกคาม’ และวิธีรักษาใจก่อนทำลายความสัมพันธ์

เคยสงสัยไหม? ทั้งท…

แหลงใต้-กลางได้-จีนชัด สรุปแล้ว #สำเนียงหาดใหญ่ ต้องเป็นแบบไหนจากชุมทางรถไฟสู่ชุมทางสำเนียงที่ไม่มีใครเหมือน . เคยสงสัยไหมว่าทำไม 'สำเนียง' ของคนหาดใหญ่ถึงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว? . ถ้าคุณฟังดีๆ จะพบว่าสำเนียงหาดใหญ่ไม่ใช่แค่ภาษาใต้ และก็ไม่ใช่ภาษากลางเสียทีเดียว แต่มันคือลูกผสมที่เกิดขึ้นในเมืองที่เปรียบเสมือน Salad Bowl of Culture ชามสลัดทางวัฒนธรรม . ขอพาไปเจาะลึกด้วยแว่นตาทางภาษาศาสตร์และสังคมศาสตร์ ว่าทำไมคนหาดใหญ่ถึงพูดแบบที่พูดอยู่ และจริงๆ แล้ว 'คนหาดใหญ่' คือใครกันแน่? . #รากเหง้ามรดกสุโขทัยในพื้นที่คลองอู่ตะเภา แม้หาดใหญ่จะเป็นเมืองใหม่ แต่พื้นที่เดิมตั้งอยู่บนรากฐานทางภาษาที่เก่าแก่ ข้อมูลจาก เจมส์ มาร์วิน บราวน์ (James Marvin Brown) นักภาษาศาสตร์ชื่อดัง ระบุว่าภาษาถิ่นในโซนสงขลา มีวิวัฒนาการแยกตัวมาจากภาษาสุโขทัย ตั้งแต่สมัย ค.ศ. 1300 เดิมทีคนในพื้นที่ระแวกนี้จะพูด 'สำเนียงสงขลา' ซึ่งมีจังหวะเนิบและทอดเสียงยาวกว่าสำเนียงนครศรีธรรมราช นี่คือ วัตถุดิบแรกในชามสลัด ก่อนที่เครื่องปรุงรสชาติใหม่ๆ จะถูกเติมเข้ามา . #รถไฟสายวัฒนธรรม จุดเปลี่ยนที่แท้จริงเริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2458 เมื่อรถไฟสายใต้เคลื่อนตัวมาสู่หาดใหญ่ พื้นที่แห่งนี้กลายเป็นขุมทองใหม่ที่ดึงดูดผู้คนมหาศาล ทั้งชาวจีน หลากหลายกลุ่มภาษา ชาวมลายู และคนไทย . สังคมหาดใหญ่จึงไม่ได้หลอมรวมจนกลายเป็นเนื้อเดียวกัน ที่แต่ละวัฒนธรรมยังคงรสชาติของตัวเองไว้ คนจีนยังคงอัตลักษณ์การค้าและภาษา คนใต้ยังคงความจัดจ้าน และคนมุสลิมยังคงวิถีศรัทธา ทั้งหมดนี้ถูก คลุกเคล้าอยู่ในชามใบเดียวกันที่เรียกว่า 'เมืองหาดใหญ่' จนเกิดเป็นสำเนียงที่กระชับ ห้วน และมีการยืมคำข้ามวัฒนธรรมกันไปมาอย่างสนุกสนาน . #นิยามใหม่ใครคือคนหาดใหญ่ในบริบทตั้งแต่วันแรก หากย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ตั้งแต่ Day 1 ที่วางรางรถไฟ หาดใหญ่คือเมืองที่ไม่มีเจ้าถิ่นอย่างแท้จริง ทุกคนที่อยู่ที่นี่ล้วนเป็นผู้มาใหม่ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งทั้งสิ้น . ดังนั้น นิยามของ 'คนหาดใหญ่' จึงไม่เคยถูกจำกัดด้วยสูติบัตรหรือ DNA แต่ถูกนิยามด้วย 'ฟังก์ชัน' ในการขับเคลื่อนเมือง ไม่ว่าคุณจะเป็นลูกหลานจีนที่อยู่มา 3 รุ่น เป็นคนพัทลุงหรือนครฯ ที่ย้ายมาทำงานราชการ เป็นเด็กจังหวัดอื่นที่มาเรียน ม.อ. แล้วหลงรักเมืองนี้จนไม่กลับบ้าน หรือเป็นพ่อค้าแม่ขายที่แวะเวียนมาทำมาหากิน ทั้งหมดนี้คือ 'คนหาดใหญ่' . เพราะบริบทของเมืองถูกออกแบบมาให้เป็น Hub ศูนย์กลางแห่งการต้อนรับและความหลากหลายมาตั้งแต่ต้น การที่คุณเข้ามาใช้ชีวิต ทำงาน และเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศเมือง ก็เพียงพอแล้วที่จะบอกว่าคุณคือส่วนผสมสำคัญในชามสลัดใบนี้ . #บทสรุปสำเนียงแห่งความเข้าใจ จากความหลากหลายทางที่มา นำมาสู่คำตอบเรื่องสำเนียงของคนหาดใหญ่ยุคปัจจุบัน ที่แบ่งกลุ่มผู้พูดออกเป็น 2 ลักษณะตามต้นทุนที่ติดตัวมา . กลุ่มแรกคือ กลุ่มนักสลับภาษา (The Code-Switchers) ซึ่งเติบโตในจุดตัดวัฒนธรรม มีทักษะยืดหยุ่นสูง สามารถสับสวิตช์ภาษาได้ดั่งใจ หันซ้ายแหลงใต้ หันขวาพูดกลางทองแดง หรือหลุดคำจีนออกมา สะท้อนภาพจำของคนหาดใหญ่ยุคเดอะ . ส่วนอีกกลุ่มคือ กลุ่มคนเมืองยุคใหม่ (The Urban Passive-Bilinguals) คือลูกหลานคนหาดใหญ่รุ่นใหม่ หรือคนที่ย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ ที่อาจจะพูดใต้ไม่ได้หรือพูดได้แค่กลางทองแดง เพราะภาวะการเคลื่อนย้ายทางภาษา (Language Shift) ในครอบครัว หรือพื้นเพเดิมไม่ใช่คนใต้ แต่คนกลุ่มนี้จะมีสกิลฟังรู้เรื่อง เข้าใจทุกบริบทของภาษาถิ่น . ดังนั้น สุดท้ายแล้วไม่ว่าคุณจะแหลงใต้ไฟแลบ พูดกลางทองแดง หรือพูดจีนชัดเป๊ะ ถ้าคุณเข้าใจจังหวะชีพจรของเมืองนี้ และอยู่ร่วมกับความแตกต่างในชามสลัดใบนี้ได้ คุณก็คือ 'คนหาดใหญ่' โดยสมบูรณ์แบบ . อ้างอิง - Brown, J. M. (1965). From Ancient Thai to Modern Dialects. Bangkok: Social Science Association Press of Thailand - Skinner, G. W. (1957). Chinese Society in Thailand: An Analytical History. Cornell University Press - Morita, L. (2003). Language Shift in the Thai Chinese Community - Li, J. (2018). Chinese Loanwords in Thai Language __ #HeartYaiComeback #HugHeartYai #CurioCity #HatyaiConnext #หาดใหญ่ #คนหาดใหญ่ #ภาษาศาสตร์ #สังคมศาสตร์hatyaiconnext
  • CONTENT

แหลงใต้-กลางได้-จีนชัด สรุปแล้ว สำเนียงหาดใหญ่ ต้องเป็นแบบไหนจากชุมทางรถไฟสู่ชุมทางสำเนียงที่ไม่มีใครเหมือน

เคยสงสัยไหมว่าทำไม…

กลิ่นเมืองที่เปลี่ยนไป ทำไมหาดใหญ่ถึงยังมีกลิ่นทั้งที่ขยะเริ่มน้อย ปรากฏการณ์ 'ลมหายใจตกค้าง' ที่ทิ้งกลิ่นจางๆ ไม่ให้จางหาย . ช่วงนี้หลายคนอาจรู้สึกเหมือนกันแบบไม่ทันสังเกต แม้กองขยะใหญ่ๆ หน้าปากซอยจะถูกเก็บไปหมดแล้ว ถนนหนทางดูสะอาดตาขึ้น แต่ในบางจังหวะของวัน โดยเฉพาะตอนลมพัดวูบมา หรือช่วงหัวค่ำ จะมีกลิ่นแปลกๆ ลอยมาเตะจมูก เป็นกลิ่นที่อธิบายยาก ไม่ใช่เหม็นเน่ารุนแรงเหมือนช่วงแรก แต่เป็นกลิ่นตุๆ เอียนๆ อับๆ เหมือนกลิ่นดินผสมสารเคมีจางๆ . อาการนี้ไม่ใช่เราคิดไปเอง แต่มันคือปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์ที่เรียกว่า Post-Flood Odor หรือ 'กลิ่นตกค้างหลังน้ำลด' ซึ่งไม่ได้มาจากขยะบนดิน แต่มาจาก 2 สาเหตุหลักที่ซ่อนอยู่และมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า . #กลิ่นปริศนามาจากไหน ปรากฏการณ์ MVOCs (Microbial Volatile Organic Compounds) เรียกง่ายๆ ว่า 'กลิ่นลมหายใจของเชื้อรา' แม้เราจะล้างพื้นผิวจนสะอาด แต่ความชื้นมหาศาลยังฝังลึกอยู่ในรูพรุนของเมือง ทั้งในผนังปูน ใต้อิฐตัวหนอน หรือเนื้อไม้ เมื่อเชื้อราและแบคทีเรียที่ซ่อนอยู่เติบโต มันจะปล่อยก๊าซระเหยออกมา เป็นกลิ่นอับชื้นเฉพาะตัวที่ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ . อีกส่วนคือระเบิดเวลาในท่อระบายน้ำ ถนนแห้งแล้ว แต่ในท่อยังไม่แห้ง โคลนเลนจำนวนมหาศาลที่ถูกกวาดลงท่อไป กำลังเกิดการย่อยสลายแบบไม่ใช้ออกซิเจน (Anaerobic Digestion) อยู่เงียบๆ ใต้เท้าเรา กระบวนการนี้ผลิตก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์หรือก๊าซไข่เน่าจางๆ สะสมไว้ พอลมตีกลับหรือความกดอากาศเปลี่ยน กลิ่นพวกนี้ก็จะดันตัวขึ้นมาตามฝาท่อ . #ต้องทนอีกนานแค่ไหน โดยปกติกลิ่นตกค้างแบบนี้ จะอยู่กับเมืองไปอีกประมาณ 1 ถึง 3 เดือน ไม่ได้หายไปทันที ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลักที่จะช่วยเร่งให้กลิ่นจางลง . เริ่มจาก 'แดด' ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่สุด รังสี UV จะช่วยฆ่าเชื้อราที่ผิวดินและเร่งให้ความชื้นระเหย ยิ่งแดดจัด กลิ่นยิ่งหายไว ต่อมาคือ 'ลม' ถ้าลมพัดดี อากาศถ่ายเท ก๊าซที่สะสมในจุดอับจะถูกเจือจางได้เร็ว ส่วนปัจจัยสุดท้ายคือ 'ฝน' ที่เปรียบเสมือนดาบสองคม แม้ฝนช่วยชะล้างฝุ่นพิษได้ แต่ก็เติมความชื้นกลับเข้าไปในระบบ ทำให้เชื้อราเติบโตต่อได้อีก . #ภารกิจไล่กลิ่นฉบับรัฐและเรา เพื่อให้เมืองกลับมมากลิ่นดีหรืออย่างน้อยก็ไม่มีกลิ่นเหมือนเดิม ต้องอาศัยการทำงานสองประสาน ระหว่างมาตรการเชิงรุกของเทศบาลกับวิธีรับมือฉบับคนธรรมดา . หน้าที่หลักของเทศบาล การฉีดล้างถนนแค่ผิวหน้าไม่เพียงพอ สิ่งที่ต้องเร่งทำคือการลอกท่อ ต้องดูดโคลนเลนที่ตกตะกอนก้นท่อออกให้หมด เพื่อตัดวงจรการหมักหมมของก๊าซไข่เน่า ควบคู่ไปกับ การเติมจุลินทรีย์บำบัด ในจุดน้ำขังหรือท่อที่เข้าถึงยาก เพื่อช่วยลดกลิ่นเหม็นจากการย่อยสลายได้ดีกว่าปล่อยให้แห้งเองตามธรรมชาติ . หน้าที่เราฉบับคนธรรมดา เราคงไปลอกท่อเองไม่ไหว สิ่งที่ทำได้ง่ายๆ แบบไม่เหนื่อย เพื่อเซฟปอดและจมูกตัวเองคือ การเปิดบ้านรับลม อย่าปิดบ้านทึบ เปิดหน้าต่างสองฝั่งให้ลมพัดผ่าน เพื่อไล่ความชื้นสะสมในบ้าน หาตัวช่วยดูดกลิ่น อย่างถ่านหุงต้มหรือกากกาแฟใส่ถ้วยมาวางตามมุมบ้าน และที่สำคัญที่สุดคือ เช็คแผ่นกรองแอร์เพราะฝุ่นเชื้อราอาจเข้าไปติดอยู่ข้างใน การถอดฟิลเตอร์มาล้างน้ำเปล่าบ้างหรือเปลี่ยนแผ่นกรองอากาศ จะช่วยลดการสูดดมเชื้อราเข้าปอดตอนนอนได้ดีที่สุด . กลิ่นนี้คือสัญญาณเตือนว่า #แผลน้ำท่วม หายยากกว่าที่คิด แม้น้ำจะแห้งไปแล้ว แต่การเยียวยาเมืองให้กลับมาสุขภาพดี 100% ยังต้องใช้เวลาและการจัดการที่ลึกกว่าแค่ตาเห็น . อ้างอิง - CDC. (2020). Mold after a disaster. - Hvitved-Jacobsen, T. et al. (2013). Sewer processes. Journal of Water and Health. - U.S. EPA. (2023) Volatile Organic Compounds' Impact on Indoor Air Quality - กรมอนามัย คู่มือประชาชน: การจัดการสุขาภิบาลและอนามัยสิ่งแวดล้อมที่พักอาศัยหลังน้ำลด __ #HeartYaiComeback #HugHeartYai #CurioCity #HatyaiConnext #น้ำท่วมหาดใหญ่ #หาดใหญ่ #กลิ่นเมือง #กลิ่นเมืองหาดใหญ่hatyaiconnext
  • CONTENT

กลิ่นเมืองที่เปลี่ยนไป ทำไมหาดใหญ่ถึงยังมีกลิ่นทั้งที่ขยะเริ่มน้อย ปรากฏการณ์ ‘ลมหายใจตกค้าง’ ที่ทิ้งกลิ่นจางๆ ไม่ให้จางหาย

ช่วงนี้หลายคนอาจรู…

"ขออภัยที่ให้เข้าไปไม่ได้" เห็นอะไรในดราม่าโรงแรมที่หาดใหญ่ เมื่อ 'ความจำเป็น' พบกับ 'ความปลอดภัย' จะเลือกอะไรบนมาตรวัดทางสิทธิมนุษยชน . กลายเป็นประเด็นที่สังคมจับตามอง กรณีผู้ประสบภัยร้องเรียนว่าถูกโรงแรมดังปฏิเสธให้พักพิงจนต้องหนีรอดกลางน้ำท่วม แต่ล่าสุดทางโรงแรมได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงว่า "เป็นการแนะนำให้กลับที่พักในช่วงเช้า ที่ระดับน้ำลดลงเหลือระดับเข่าแล้ว" และจำเป็นต้องบริหารทรัพยากรเพื่อดูแลชีวิตคนในโรงแรมกว่า 400 คน . ความจริงจะเป็นช่วงเวลาไหน อาจต้องรอการพิสูจน แต่สิ่งที่เราถอดบทเรียนได้ทันทีโดยไม่ต้องรอ คือความเปราะบางของการจัดการผู้ลี้ภัยชั่วคราว ในพื้นที่เอกชน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า เมืองหาดใหญ่ขาด "ระบบ" ที่ชัดเจนในการรับมือเรื่องละเอียดอ่อนแบบนี้ . #ความจำเป็นกับความปลอดภัย ในมุมโรงแรม ต้องแบกรับชีวิตแขกและพนักงาน 400 ชีวิต ท่ามกลางทรัพยากรที่จำกัด การกันพื้นที่ให้คนในโซนปลอดภัยและบริหารความเสี่ยง ไม่ใช่เรื่องผิด แต่เป็นหน้าที่ตามสัญญาที่ต้องดูแลลูกค้า . ส่วนมุมผู้ประสบภัย ไม่ว่าจะเป็นตอนมืดหรือตอนเช้า ความรู้สึกของคนที่ 'ไม่มีที่ไป' และต้องเกาะเสาหรือยืนในพื้นที่เสี่ยง ย่อมต้องการเพียง 'ที่ยืนที่ปลอดภัย' การถูกเชิญออกไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ในความรู้สึกย่อมเหมือนถูกผลักไส . #มองผ่านเลนส์UNGPsธุรกิจมีหน้าที่ประเมินความเสี่ยงก่อนเชิญออก ไม่ว่าเหตุการณ์จะเกิดตอนไหน หลักการสากลอย่าง UN Guiding Principles on Business and Human Rights (UNGPs) ยังคงเป็นเข็มทิศที่ดีที่สุดในการตัดสินใจ . Do No Harm (ไม่สร้างอันตราย): หัวใจสำคัญคือจังหวะที่ปฎิเสธ หากเป็นตอนเช้าที่น้ำลดและเดินได้จริงตามแถลงการณ์ ถือว่าโรงแรมได้ทำหน้าที่ประเมินความปลอดภัยแล้ว แต่หากเป็นช่วงวิกฤตที่น้ำท่วมสูงมากหรือมืดค่ำ การปฏิเสธจะเข้าข่ายละเมิดสิทธิในชีวิต (Right to Life) ทันที . Human Rights Due Diligence (การสอบทานสิทธิมนุษยชน): คือหลักการที่ธุรกิจต้องประเมินผลกระทบให้รอบด้านก่อนตัดสินใจทำอะไรลงไป บทเรียนนี้สอนให้รู้ว่า ในอนาคตก่อนที่ธุรกิจจะปฏิเสธใคร คนหน้างานต้องมีการประเมินความเสี่ยงรายบุคคล เช่น เขาว่ายน้ำเป็นไหม? เขาไปต่อไหวไหม? ไม่ใช่ใช้กฎเหมารวม เพราะถ้าเขาออกไปแล้วเป็นอะไรขึ้นมา ธุรกิจจะเลี่ยงความรับผิดชอบไม่ได้เลย . #ช่องโหว่ใหญ่เมื่อรัฐไม่สั่งการเอกชนจึงต้องตัดสินใจเอง รากเหง้าของดราม่านี้ ไม่ใช่ความใจร้ายของใครคนใดคนหนึ่ง แต่คือสุญญากาศของการสั่งการจากภาครัฐ ตาม พ.ร.บ. ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 มาตรา 27 ให้อำนาจ "ผู้อำนวยการ" (ผู้ว่าฯ/นายกเทศมนตรี) มีอำนาจเต็มที่ในการ "สั่งใช้ประโยชน์ในพื้นที่เอกชน" เพื่อช่วยชีวิตคนได้ . คำถามคือ... คืนนั้นมีคำสั่งหรือการประสานงานนี้หรือไม่? . เมื่อไม่มีคำสั่งคุ้มครองจากรัฐ โรงแรมจึงต้องยึดระเบียบความปลอดภัยภายในเป็นที่ตั้ง ซึ่งอาจสวนทางกับความคาดหวังเรื่องน้ำใจของผู้ประสบภัย หากรัฐมีคำสั่งชัดเจนว่าขอใช้ลานจอดรถชั้น 2 เป็นจุดพักคอยชั่วคราว"พร้อมส่งเจ้าหน้าที่มาดูแล เชื่อว่าเอกชนทุกรายยินดีให้ความร่วมมือ . #สร้างข้อตกลงร่วมของเมืองเลิกใช้ดุลยพินิจวัดใจ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์พูดไม่ตรงกันหรือดราม่าแบบนี้อีก เมืองหาดใหญ่ต้องสร้างข้อตกลงร่วมกัน . กำหนดเลยว่าล็อบบี้โรงแรมไหน หรือลานจอดรถห้างใด เป็นจุดพักคอยฉุกเฉินได้บ้างเมื่อเกิดเหตุ . เมื่อวิกฤต รัฐต้องประกาศ "สถานะฉุกเฉิน" เพื่อรับรองสิทธิ์ให้ประชาชนเข้าพักพิงได้ และคุ้มครองเอกชนไม่ให้รับผิดชอบหากเกิดความเสียหาย . การสื่อสารมีช่องทางสื่อสารสายตรงระหว่างศูนย์บัญชาการน้ำท่วมกับโรงแรม/ห้าง เพื่อประเมินสถานการณ์หน้างานร่วมกัน ไม่ใช่ปล่อยให้ รปภ. หรือ ผู้จัดการ ต้องรับแรงกดดันและตัดสินใจหน้างานเพียงลำพัง . #บทสรุปของเรื่องนี้ แม้เราจะบอกว่าระบบการจัดการยังไม่ดีพอ แต่หากเราวางเรื่องระบบลงชั่วคราว แล้วหยิบ 'มาตรวัดความเป็นมนุษย์' ที่อิงจากหลักการของ UN มาจับดู คำตอบของเรื่องนี้ก็ชัดเจนในตัวมันเองอยู่แล้วว่า การปฏิเสธเพื่อนมนุษย์ในนาทีวิกฤต เป็นสิ่งที่ 'ไม่ควรเกิดขึ้นอย่างยิ่ง' ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม . อย่างไรก็ตาม เราต้องไม่ลืมที่จะชื่นชมและขอบคุณภาคเอกชน โรงแรม และห้างร้านอีกหลายแห่งในหาดใหญ่ ที่ยอมเปิดพื้นที่ของตนเป็นที่พักพิงในคืนวิกฤต นี่คือสิ่งที่พิสูจน์แล้วว่า คนหาดใหญ่ไม่ทิ้งกัน ดังนั้น รัฐต้องเร่งสร้างกติกาเพื่อสนับสนุนให้เขามั่นใจที่จะยื่นมือเข้ามาช่วย โดยไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงเพียงลำพังอีกต่อไป __ #HeartYaiComeback #HugHeartYai #CurioCity #HatyaiConnext #น้ำท่วมหาดใหญ่ #หาดใหญ่ #UNGP #สิทธิมนุษยชนhatyaiconnext
  • CONTENT

“ขออภัยที่ให้เข้าไปไม่ได้” เห็นอะไรในดราม่าโรงแรมที่หาดใหญ่ เมื่อ ‘ความจำเป็น’ พบกับ ‘ความปลอดภัย’ จะเลือกอะไรบนมาตรวัดทางสิทธิมนุษยชน

กลายเป็นประเด็นที่…

เงินเยียวยาฉันอยู่หนใด แล้วจะได้เมื่อไหร่? เปิดปม 9,000 และ 49,500 ที่ยังมาไม่ถึง เมื่อพิษยุบสภาแช่แข็งงบ . ท่ามกลางความเสียหายหลังน้ำลด คำถามที่คาใจคนหาดใหญ่ที่สุดคือ 'เงินเยียวยาฉันอยู่หนใด?' ทำไมอนุมัติแล้วเงินยังไม่เข้า? ความจริงที่น่าเจ็บปวดคือเรื่องของ 'ไทม์ไลน์ที่ผิดที่ผิดเวลา' เพราะมหาอุทกภัยครั้งนี้ ดันเกิดขึ้นในช่วงเวลาคาบเกี่ยวกับเหตุการณ์สำคัญทางการเมือง เมื่อเช้ามืดวันที่ 12 ธันวาคม 2025 ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร ลงนามโดยนายกรัฐมนตรี เพื่อผ่าทางตันจากสภาวะรัฐบาลเสียงข้างน้อย ผลของการจรดปากกาเซ็นชื่อในวันนั้น ทำให้สถานะของรัฐบาลเปลี่ยนเป็น 'รัฐบาลรักษาการ' ทันที และนี่คือจุดเริ่มต้นของ 'ฝันร้ายคนหาดใหญ่' เพราะกลไกการเบิกจ่ายงบประมาณฉุกเฉิน ถูกล็อกกุญแจตายด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญในชั่วข้ามคืน . #เปิดกฎเหล็กทำไมเงินถึงติดล็อก เมื่อมีสถานะเป็นรักษาการ คณะรัฐมนตรีจะมีอำนาจเพียงประคองงานราชการและต้องปฏิบัติตาม 'ข้อห้าม 4 ประการ' ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 169 อย่างเคร่งครัด ซึ่งข้อที่ 3 นี่แหละคือตัวการสำคัญที่ทำให้เงินยังไม่ออก . 1. ห้ามก่อภาระผูกพัน ห้ามอนุมัติโครงการใหม่ที่จะผูกมัดคณะรัฐมนตรีชุดหน้า 2. ห้ามแต่งตั้งโยกย้าย ห้ามย้ายข้าราชการ (เว้นแต่ กกต. เห็นชอบ) 3. ห้ามใช้งบฉุกเฉิน ห้ามอนุมัติงบกลาง (เว้นแต่ กกต. เห็นชอบ) ซึ่งเงินเยียวยาน้ำท่วม 9,000 และ 49,500 บาท อยู่ในหมวดนี้เต็มๆ 4. ห้ามใช้ทรัพยากรรัฐหาเสียง ห้ามใช้กลไกรัฐเอื้อประโยชน์ต่อพรรคการเมือง . #อะไรร่วงอะไรรอด ผลพวงจากการยุบสภาครั้งนี้ ไม่ได้แช่แข็งแค่เงินเยียวยา แต่ยังทำให้ร่างกฎหมายและโครงการที่สังคมรอคอย 'ตกไป' ทันที เพื่อให้เห็นภาพว่าผลกระทบมันวงกว้างขนาดไหน ร่างกฎหมายสำคัญอย่าง ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ กฎหมายนิรโทษกรรม พ.ร.บ.อากาศสะอาด รวมถึงโครงการปากท้องอย่าง 'โครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2' และ 'นโยบายรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดสาย' ทั้งหมดนี้ต้องหยุดชะงักและเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ในรัฐบาลหน้า ส่วนภารกิจที่ยังทำได้ต่อเนื่องมีเพียงเรื่องความมั่นคง เช่น การตรึงกำลังชายแดนไทย-กัมพูชา เท่านั้น . #เงินติดล็อกไม่ได้แปลว่าทางตัน กลับมาที่เงินเยียวยาของชาวหาดใหญ่ แม้จะติดกฎเหล็กข้อ 3 ที่ห้ามใช้งบฉุกเฉิน แต่ในวงเล็บระบุชัดเจนว่า '(เว้นแต่ กกต. เห็นชอบ)' นี่คือกุญแจสำรองดอกสำคัญ หากรัฐบาลรักษาการเห็นว่าความเดือดร้อนของชาวหาดใหญ่เป็นเรื่อง 'คอขาดบาดตาย' จริงๆ คณะรัฐมนตรีสามารถทำเรื่องเสนอคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนต้องใช้เงินก้อนนี้ เพื่อขอปลดล็อกได้ทันที ช่องทางนี้เปิดอยู่ตลอดเวลา ไม่เคยปิด . #วิเคราะห์สาเหตุถ้าคุยได้ทำไมถึงเงียบ เมื่อกฎหมายเปิดช่อง แต่ทำไมเราถึงเห็นแต่ความเงียบ? นักวิเคราะห์มองว่าปัญหานี้เกิดจาก 'กับดักความกลัว' และ 'จุดโฟกัสที่เปลี่ยนไป' ข้อแรกคือความกลัวผิดกฎข้อ 4 (ห้ามใช้ทรัพยากรหาเสียง) ในช่วงเลือกตั้งใหม่ที่จะเกิดขึ้นใน 45-60 วัน การอนุมัติเงินเยียวยาเป็นดาบสองคม รัฐบาลกลัวถูกร้องเรียนว่าใช้เงินหลวงหาเสียงแฝง เลยเลือกที่จะ 'เลี่ยงความเสี่ยง' (อยู่เฉยๆ เท่ากับไม่ผิด) ข้อสองคือนาทีนี้ทุกคนสวมหมวก 'ผู้เล่นทางการเมือง' เต็มตัว เวลาทั้งหมดจึงทุ่มไปที่การหาเสียง มากกว่าจะมานั่งจี้งานเอกสารกับ กกต. . #ความจริงที่น่าเจ็บใจตะโกนจนคอแตกเรื่องก็ยังไม่เดิน ที่ผ่านมา 'องค์กรภาคเอกชน' ในหาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นหอการค้าฯ สภาอุตสาหกรรม หรือสมาคมท่องเที่ยว คือกลุ่มที่ขยับตัวไวที่สุด พยายามยื่นข้อมูลความเสียหายกดดันให้รัฐเร่งคุยกับ กกต. แต่ผลลัพธ์คือ 'ความเงียบ' นี่คือเครื่องยืนยันว่า ในช่วงสุญญากาศที่ต่างฝ่ายต่างมุ่งหน้าเข้าคูหา เสียงของภาคธุรกิจอาจดังไม่พอที่จะแทรกแซงวาระทางการเมืองได้ . #ระวังสัญญาลับแลกคะแนนเสียง ในจังหวะที่เงินไม่ออกแบบนี้ สิ่งที่ต้องระวังที่สุดคือการฉวยโอกาสทางการเมือง เราอาจได้เห็นว่าที่ผู้สมัครหรือหัวคะแนนบางคน อาศัยความล่าช้านี้มากระซิบให้ความหวังหน้าบ้าน หรือทำ 'สัญญาใจ' ว่า 'เลือกผมสิ เลือกพรรคนี้สิ เดี๋ยวผมเข้าไปคุยกับ กกต. ให้ เดี๋ยวเงินออกไวแน่นอน' . ขอให้รู้เท่าทันเลยว่าอย่าหลงเชื่อเด็ดขาด เงินก้อนนี้คือ 'สิทธิ์ตามกฎหมาย' ที่เราต้องได้อยู่แล้ว 100% ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาล และการเร่งรัด กกต. คือ 'หน้าที่' ที่รัฐบาลรักษาการต้องทำอยู่แล้ว ไม่ใช่บุญคุณพิเศษ การเอาความเดือดร้อนของประชาชนมาเป็นตัวประกันเพื่อแลกคะแนนเสียง เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องและน่ารังเกียจ . #ทางออกสุดท้ายจะรวมพลังหรือจะรอ เมื่อสถานการณ์เป็นแบบนี้ ชาวหาดใหญ่มีทางเลือกคร่าวๆ เหลืออยู่ 2 ทาง . ทางเลือกที่ 1 คือ 'การรอ' รอให้การเลือกตั้งจบลง รอการรับรองผล ส.ส. รอการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ รอการแถลงนโยบาย ซึ่งกินเวลาอีกหลายเดือนกว่างบประมาณจะกลับมาเบิกจ่ายได้ปกติ ถามใจดูว่าสภาพบ้านและสภาพคล่องในกระเป๋าของเรารอได้นานขนาดนั้นหรือไม่? . ทางเลือกที่ 2 คือ 'การรวมพลังของผู้เดือดร้อนตัวจริง' ในเมื่อเสียงภาคเอกชนยังไม่ดังพอ ภาคประชาชนต้องรวมตัวกันให้เข้มแข็งกว่าเดิม อาจถึงเวลาที่ตัวแทนผู้ประสบภัย ต้องรวมตัวกันถือหนังสือบุกไปยื่นถึง 'สำนักงาน กกต. ใหญ่ที่กรุงเทพฯ' ด้วยตัวเอง เพื่อยืนยันตัวตนให้เห็นว่าภัยพิบัติรอไม่ได้ เพราะถ้าเราไม่ลุกขึ้นมาทวงถามด้วยตัวเอง ก็ดูเหมือนจะไม่มีใครยอมเสี่ยงไขกุญแจดอกนี้ให้เราได้ทันเวลาจริงๆ . อ้างอิง - ราชกิจจานุเบกษา (ประกาศยุบสภา 12 ธ.ค. 2025) - รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 169 - มติคณะรัฐมนตรี เรื่อง หลักเกณฑ์การจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (9,000 / 49,500 บาท) - รายการสมมุติว่า ตอน เลือกตั้งใหม่ประเทศไทยไม่เหมือนเดิม | 4 ม.ค. 69 ThaiPBS __ #HeartYaiComeback #HugHeartYai #CurioCity #HatyaiConnext #เงินเยียวยา #น้ำท่วมหาดใหญ่ #หาดใหญ่hatyaiconnext
  • CONTENT

เงินเยียวยาฉันอยู่หนใด แล้วจะได้เมื่อไหร่? เปิดปม 9,000 และ 49,500 ที่ยังมาไม่ถึง เมื่อพิษยุบสภาแช่แข็งงบ

ท่ามกลางความเสียหา…

เปิดวิสัยทัศน์ 3 ขุนพล ‘ผู้กอบกู้เมืองหาดใหญ่’ ผ่าตัดเมืองจมน้ำสู่ทางรอดเศรษฐกิจใหม่ ใครคือคนที่ใช่สำหรับเรา . โค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง ส.ส.สงขลา เขต 2 ในวันที่ 8 ก.พ. 69 ท่ามกลางบริบทเมืองที่เพิ่งผ่านพ้นวิกฤตมหาอุทกภัยและเศรษฐกิจที่ยังล้มลุกคลุกคลาน รายการ ‘ไทยรัฐนิวส์รูม’ ได้เปิดเวทีประชันวิสัยทัศน์ครั้งสำคัญระหว่าง 3 ตัวเต็ง นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ (ประชาชน) จูรี นุ่มแก้ว (ประชาธิปัตย์) และ ศาสตรา ศรีปาน (ภูมิใจไทย) . Hatyai Connext จึงขออาสาถอดรหัสความคิดแบบเจาะลึกรายบุคคล ตั้งแต่การแก้ปัญหาน้ำท่วมเฉพาะหน้า ไปจนถึงแผนพลิกฟื้นเศรษฐกิจระยะยาว เพื่อให้คุณมีข้อมูลครบถ้วนที่สุดก่อนเข้าคูหา . 🍊 นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ (ประชาชน): "บริหารจัดการคือหัวใจ - ปรับคลองตัว U - อัปเกรดเงินเยียวยา" . เริ่มกันที่หมอสุภัทร ที่นำเสนอด้วยมาดนักบริหาร เน้นเรื่อง ‘Management’ และ ‘Trust’ (ความเชื่อมั่น) เป็นสำคัญ โดยชี้เป้าปัญหาระยะสั้นว่าเป็นวิกฤตศรัทธา เครื่องสูบน้ำเสีย ประตูระบายน้ำพัง ระบบเตือนภัยล้มเหลว ทางออกคือต้องซ่อมแซมประตูระบายน้ำและเครื่องสูบน้ำทุกจุดให้พร้อมใช้งานทันที และต้องมี ‘Commander’ หรือผู้บัญชาการเหตุการณ์ที่มีอำนาจตัดสินใจเด็ดขาด บูรณาการข้อมูลจากทุกหน่วยงาน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ สำหรับโมเดลระยะยาว เสนอแนวคิด ‘Systemic Water Basin Management’ สร้างพื้นที่หน่วงน้ำ (Retarding Basin) ขนาดใหญ่ เช่น ทุ่งน้ำน้อย เพื่อชะลอน้ำไม่ให้ไหลเข้าเมืองพร้อมกันตูมเดียว ควบคู่กับการ ‘ปรับปรุงคลองในเมืองจากรูปตัว V เป็นตัว U’ เพื่อเพิ่มพื้นที่หน้าตัดให้ระบายน้ำได้มากขึ้น . ด้านเศรษฐกิจ หมอสุภัทรเน้นเรื่องการ ‘เพิ่มวงเงินเยียวยา’ โดยผลักดันให้เงินค่าซ่อมแซมบ้านจากเดิม 49,500 บาท เพิ่มเป็น 100,000 บาท และต้องครอบคลุมค่าแรงด้วย เพื่อให้เพียงพอต่อความเสียหายจริง พร้อมย้ำว่าสิ่งแรกที่ต้องทำคือ ‘ความสะอาด’ ขยะต้องเก็บให้หมด ฝุ่นโคลนต้องจัดการ เพื่อเรียกบรรยากาศเมืองกลับมา จากนั้นจึงเปลี่ยนหาดใหญ่สู่ ‘Creative City’ ดึงคนรุ่นใหม่กลับมาทำงานที่บ้าน ผ่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และผลักดัน ‘Medical Hub & Wellness’ ใช้จุดแข็งเรื่องการแพทย์ของ ม.อ. ดึงดูดนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ รวมถึงสนับสนุนรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อสิงคโปร์-กัวลาลัมเปอร์-หาดใหญ่ . 🩵 จูรี นุ่มแก้ว (ประชาธิปัตย์): "เข้าใจหัวอกคนเจ็บปวด - แก้ที่คอขวด - เมืองสุขภาพและการท่องเที่ยว" . ต่อด้วยคุณจูรี ที่เปิดประเด็นด้วยการสะท้อนภาพความจริงที่เจ็บปวดว่า "เดินหาเสียงเนี่ย ชาวบ้านบางหลังเขายังนอนกั้นม่านอยู่เลย บ้านพังหมด ความรู้สึกเขาเหมือนโดนทิ้ง วันนี้เขาไม่ได้ต้องการแค่นักการเมือง แต่เขาต้องการคนที่เข้าใจความเจ็บปวดของเขาจริงๆ และพร้อมจะพูดแทนเขาในสภา" ในมุมมองการจัดการน้ำ คุณจูรีชี้ว่าสิ่งที่ต้องทำทันทีคือการแก้ปัญหาคอขวด ขยายคูคลองและทางลอดต่างๆ เพื่อให้น้ำไหลผ่านเมืองให้เร็วที่สุด พร้อมเสนอโมเดลระยะยาว ‘Smart Canal’ หรือการเปลี่ยนถนนให้ทำหน้าที่เป็นคลองระบายน้ำชั่วคราวในยามวิกฤต (ลดระดับถนนบางเส้นลง 2-3 เมตร ให้กลายเป็นคลองเมื่อน้ำมา) ควบคู่ไปกับการ ‘ตัดยอดน้ำ’ จากต้นทาง (สะเดา/คลองหอยโข่ง/คลองแงะ) ไม่ให้ไหลเข้าเมืองหาดใหญ่โดยตรง แต่ให้เบี่ยงอ้อมเมืองไปลงทะเลสาบสงขลาผ่านแนวคลองคู่ขนานกับถนนวงแหวนรอบนอก . ส่วนด้านเศรษฐกิจ คุณจูรีมองว่าชาวบ้านกำลังหมดตัวและหมดใจ สิ่งที่รัฐต้องทำทันทีคือ ‘หยุดกระแสเงินสดขาออก’ ด้วยการพักหนี้ทั้งต้นและดอกเบี้ย เป็นเวลา 2 ปี เพื่อให้เขาตั้งตัวได้ และผลักดันสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) รายละ 1 แสนบาท ที่เข้าถึงง่ายโดยไม่ติดเงื่อนไขเครดิตบูโร ในระยะยาวต้องแก้โจทย์ให้หาดใหญ่เป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวโดยเฉพาะชาวมาเลเซีย ‘มานอนค้าง’ เปลี่ยนจากเมืองทางผ่านให้เป็นเมืองพักผ่อน โดยชูจุดขายเรื่อง ‘Health & Wellness Tourism’ (การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ) ควบคู่กับอาหารและการท่องเที่ยว เพื่อดึงเม็ดเงินให้หมุนเวียนตกถึงมือคนตัวเล็กตัวน้อยอย่างแท้จริง . 🔷 ศาสตรา ศรีปาน (ภูมิใจไทย): "รื้อผังเมืองที่หมดอายุ - กองทุนภัยพิบัติ AI - เมืองน่าอยู่ระดับสากล" . ปิดท้ายที่ฝั่งคุณศาสตรา ที่เน้นย้ำเรื่อง ‘ปัญหาเชิงโครงสร้าง’ โดยเปิดข้อมูลสำคัญที่น่าตกใจว่า "ผังเมืองรวมหาดใหญ่ หมดอายุมาตั้งแต่ปี 2555" ทำให้การก่อสร้างบ้านเรือนขวางทางน้ำ ทางออกคือต้องเร่งจัดทำผังเมืองใหม่ และเสนอแผน Quick Win สร้าง ‘ทางเบี่ยงน้ำ (Bypass)’ จากเขาคอหงส์ลงคลอง ร.5 และ ร.10 เพื่อไม่ให้น้ำเข้าเมือง พร้อมใช้โมเดล Mega Project เชื่อมโยงงบประมาณจากส่วนกลาง โดยทิ้งท้ายด้วย Quote เด็ดว่า "เราต้องคุยกันด้วยข้อมูลจริง ต้องบูรณาการร่วมกัน ถ้าเราแก้ผังเมืองไม่ได้ เราก็จะเจอปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากแบบนี้ตลอดไป" . ในมิติเศรษฐกิจและการเยียวยา คุณศาสตราเสนอไอเดียล้ำสมัยอย่าง ‘กองทุนภัยพิบัติแห่งชาติ’ ที่ใช้ระบบ AI จ่ายเงินเยียวยาอัตโนมัติ 100,000 บาทต่อครัวเรือนทันทีที่เกิดภัย ลดขั้นตอนราชการที่ยุ่งยาก พร้อมมองภาพใหญ่เรื่องการเชื่อมโยงกับ ‘Land Bridge’ และระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) โดยตั้งเป้าผลักดัน ‘รถไฟทางคู่’ เชื่อมต่อสถานีปาดังเบซาร์ เข้าสู่ชุมทางหาดใหญ่ เพื่อให้หาดใหญ่เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ ควบคู่กับการสร้าง ‘Liveable City’ (เมืองน่าอยู่) ที่มีระบบขนส่งสาธารณะ EV Bus และการออกแบบ Universal Design เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนเมืองอย่างยั่งยืน . #อำนาจในการเปลี่ยนแปลงอยู่ในมือคนหาดใหญ่ คำว่า "อำนาจที่ยิ่งใหญ่ มาพร้อมกับความรับผิดชอบที่ใหญ่ยิ่ง" อาจฟังดูเหมือนบทหนังฮีโร่ แต่สำหรับชาวหาดใหญ่ในนาทีนี้ มันคือความจริงที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราได้ฟังวิสัยทัศน์ เห็นภาพฝัน และรับรู้ถึงวิธีการของทั้ง 3 ขุนพลจนครบถ้วนแล้ว . แต่สุดท้าย แผนการที่ดีที่สุดเหล่านี้จะไม่มีวันเกิดขึ้นจริงเลย หากปราศจาก ‘ฉันทามติ’ จากเจ้าของพื้นที่ตัวจริงอย่างพวกเรา ในวันที่เมืองบอบช้ำที่สุด เสียงของคุณจึงมีความหมายที่สุด การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่แค่การกาบัตร แต่มันคือการกำหนดชะตาชีวิตว่าเราจะส่งต่อหาดใหญ่แบบไหนให้ลูกหลาน . 8 กุมภาพันธ์นี้ จะเลือกใครไป ‘ผ่าตัด’ เมืองหาดใหญ่ ให้รอดพ้นจาก ICU? อยู่ที่ตัวคุณแล้ว __ #HeartYaiComeback #HugHeartYai #CurioCity #HatyaiConnext #ไทยรัฐนิวส์รูม #น้ำท่วมหาดใหญ่ #วิสัยทัศน์หาดใหญ่ #หมอสุภัทร #จูรี #ศาสตรา #ภูมิใจไทย #ประชาธิปัตย์ #ประชาชนhatyaiconnext
  • CONTENT

เปิดวิสัยทัศน์ 3 ขุนพล ‘ผู้กอบกู้เมืองหาดใหญ่’ ผ่าตัดเมืองจมน้ำสู่ทางรอดเศรษฐกิจใหม่ ใครคือคนที่ใช่สำหรับเรา

โค้งสุดท้ายก่อนการ…

บิลไม่มาแปลว่าฟรีจริงมั้ย? สรุปชัดๆ มาตรการเยียวยา 'ค่าน้ำ-ค่าไฟ หาดใหญ่' ที่เงื่อนไขไม่เหมือนกัน . หลังจากสถานการณ์น้ำลด ข่าวเรื่องมาตรการช่วยเหลือค่าสาธารณูปโภคดูจะเป็นสิ่งที่หลายคนรอคอย แต่ท่ามกลางกระแสข่าวที่ส่งต่อกันมา มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนที่น่ากังวล โดยเฉพาะความสับสนระหว่างคำว่า ‘ยกเว้นการเก็บ’ กับ ‘ขยายเวลาชำระ’ ซึ่งส่งผลต่อเงินในกระเป๋าที่ต่างกันมหาศาล วันนี้จึงขอเปิดข้อมูลจากการสอบทานกับเจ้าหน้าที่และประกาศล่าสุด เพื่อเตือนสติชาวหาดใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการร้านค้า ว่าอย่าเพิ่งวางใจกับบิลที่ไม่เห็น เพราะยอดที่หายไปในวันนี้ อาจกำลังก่อตัวเป็นยอดหนี้ก้อนโตที่รอเรียกเก็บในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า หากเราไม่เช็กสถานะตัวเองให้ดี . #บ้านพักกับร้านค้ามาตรการค่าไฟไม่เหมือนกัน . ประเด็นที่ต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจนที่สุดคือเรื่องของ ‘ค่าไฟฟ้า’ เพราะจากการสอบทานข้อมูลและการตอบกลับของเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) พบว่ามีการแยกประเภทการช่วยเหลือที่แตกต่างกัน โดยสิทธิ์การ ‘งดเว้นค่าไฟฟ้า’ (ไม่ต้องชำระค่าไฟ) ในรอบบิลเดือน 11/2568 นั้น สงวนไว้ให้เฉพาะ ‘ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 1’ หรือบ้านที่อยู่อาศัยเท่านั้น . ส่วนผู้ประกอบการ หรือ ‘ประเภทที่ 2’ ซึ่งหมายถึงกิจการขนาดเล็ก ร้านค้า หรือ SME จะได้รับสิทธิ์ในการ ‘ขยายระยะเวลาชำระค่าไฟฟ้า’ ออกไปเป็น 60 วัน ดังนั้นสำหรับร้านค้าที่ข้าวของเสียหาย การวางแผนการเงินจึงสำคัญมาก เพราะบิลค่าไฟไม่ได้หายไปไหน เพียงแค่ยืดเวลาจ่ายออกไปเพื่อให้เราได้ตั้งหลักหมุนเงินก่อนเท่านั้น . #ข่าวดีค่าน้ำกเว้นค่าบริการ3เดือน . ในส่วนของ ‘ค่าน้ำประปา’ ถือเป็นข่าวดีที่ช่วยแบ่งเบาภาระได้จริง ล่าสุดผู้ว่าการการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ได้ออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยโดยการ ‘ยกเว้นการเก็บค่าน้ำประปาและค่าบริการ’ ให้กับผู้ใช้น้ำทุกประเภท (ยกเว้นหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ) โดยแบ่งเกณฑ์ตามพื้นที่ความเสียหาย พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักอย่าง ‘กปภ.สาขาสงขลา และ สาขาหาดใหญ่’ จะได้รับการยกเว้นยาวถึง 3 เดือน คือรอบใบแจ้งหนี้เดือนพฤศจิกายน 2568 ถึง มกราคม 2569 ส่วนพื้นที่อื่นๆ ในจังหวัดสงขลา (นาทวี, พังลา, สะเดา) และสตูล (สตูล, ละงู) จะได้รับการยกเว้น 2 เดือน คือรอบพฤศจิกายน - ธันวาคม 2568 ซึ่งมาตรการนี้ครอบคลุมผู้ใช้น้ำกว่า 2 แสนราย . จุดสำคัญที่หลายคนอาจเข้าใจผิด เนื่องจากระบบค่าน้ำเป็นแบบ 'ใช้ก่อน-จ่ายทีหลัง' ดังนั้นรอบใบแจ้งหนี้ที่ได้รับยกเว้น จะตรงกับช่วงเวลาการใช้น้ำจริงย้อนหลังดัง . บิลเดือน พ.ย. 68 (ฟรี) = คือค่าน้ำที่ใช้จริงช่วง เดือน ต.ค. . บิลเดือน ธ.ค. 68 (ฟรี) = คือค่าน้ำที่ใช้จริงช่วง เดือน พ.ย. . บิลเดือน ม.ค. 69 (ฟรี) = คือค่าน้ำที่ใช้จริงช่วง เดือน ธ.ค. . #สรุปจบแบบเข้าใจง่าย เพื่อไม่ให้สับสน ขอสรุปวิธีปฏิบัติง่ายๆ ดังนี้ 1. บ้านอยู่อาศัยในหาดใหญ่/สงขลา ได้รับการ ‘ยกเว้น’ ทั้งค่าไฟ (รอบเดือน 11/68) และค่าน้ำ (รอบเดือน 11/68 - 01/69) ไม่ต้องกังวลเรื่องบิล . 2. ร้านค้า/SME ในหาดใหญ่/สงขลา: ‘ค่าน้ำ’ ท่านได้รับการยกเว้น 3 รอบบิล แต่ ‘ค่าไฟ’ ท่าน ‘ต้องจ่าย’ ตามปกติ เพียงแต่ยืดเวลาให้ 60 วัน ดังนั้นห้ามใช้เพลิน ต้องเก็บเงินสำรองไว้รอจ่ายด้วย . 3. คนที่เผลอจ่ายเงินไปแล้ว ระบบจะบันทึกยอดเงินนั้นไว้ แล้วนำไป ‘หักลบ’ ในบิลเดือนถัดไปที่เริ่มมีการเก็บเงิน (เหมือนเราจ่ายล่วงหน้าไว้) เงินไม่หายแน่นอน . อ้างอิง - ข้อมูลตอบกลับจาก การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) เรื่องมาตรการค่าไฟฟ้าเดือน 11/2568 - ข่าวประชาสัมพันธ์ มาตรการเยียวยาอุทกภัยภาคใต้ การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) __ #HeartYaiComeback #HugHeartYai #CurioCity #HatyaiConnext #ค่าไฟน้ำท่วม #ค่าน้ำหาดใหญ่ #เยียวยาน้ำท่วม #หาดใหญ่hatyaiconnext
  • CONTENT

บิลไม่มาแปลว่าฟรีจริงมั้ย? สรุปชัดๆ มาตรการเยียวยา ‘ค่าน้ำ-ค่าไฟ หาดใหญ่’ ที่เงื่อนไขไม่เหมือนกัน

หลังจากสถานการณ์น้…

ภัยพิบัติราคา 'หลักพัน' เมื่อ ‘เงินซื้อเสียง’ คือโดมิโนตัวแรก ที่ทำให้เมืองพังพินาศยิ่งกว่าน้ำท่วม . เรามักคุยกันเรื่องภัยธรรมชาติ สภาพอากาศแปรปรวน หรือผังเมืองที่ล้าหลังว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้หาดใหญ่ต้องเผชิญกับวิกฤตซ้ำซาก แต่มีอีกหนึ่ง ‘ภัยพิบัติ’ ที่เราอาจมองข้ามไป ทั้งที่มันคือต้นตอของความพังพินาศในเชิงโครงสร้าง และเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้เมืองเปราะบางจนรับมือกับอะไรไม่ได้ นั่นคือมหันตภัยเงียบที่มาในรูปแบบของ ‘ธนบัตรใบสีม่วงหรือสีเทา’ . ในช่วงฤดูกาลเลือกตั้ง ชวนมาถอดสมการความคุ้มค่า และพาไปดูบทเรียนว่า การแลกอนาคตกับเศษเงินเพียงชั่วข้ามคืน สามารถเปลี่ยนเมืองให้กลายเป็น ‘เมืองที่ล้มเหลว’ หรือ ‘เมืองต้นแบบโลก’ ได้อย่างไร . #เงินหลักพันแลกกับคุณภาพชีวิต4ปี . ลองมานั่งบวกลบกันดูเล่นๆ ด้วยตรรกะทางเศรษฐศาสตร์แบบไม่อิงศีลธรรม สมมติว่าเรารับเงินซื้อเสียงมา 1,000 แลกกับการกาบัตรเลือกใครสักคนเข้าไปบริหารเมืองเป็นเวลา 4 ปี (หรือ 1,460 วัน) เมื่อนำมาหารเฉลี่ยแล้ว มูลค่าของสิทธิ์เสียงเราจะตกอยู่เพียง ‘วันละ 0.68 บ.’ หรือไม่ถึงหนึ่งหน่วยค่าเงินด้วยซ้ำ คำถามคือ เศษเงินไม่ถึงหนึ่งหน่วยนี้คุ้มไหมกับการที่เราต้องแลกด้วยความเสี่ยงที่จะต้องขับรถตกหลุมบ่อทุกวัน ต้องทนดมกลิ่นขยะที่จัดเก็บไม่ทัน หรือต้องผวาตื่นกลางดึกทุกครั้งที่ฝนตกหนักเพราะกลัวน้ำท่วม? เงินจำนวนนี้ไม่ใช่ ‘รายได้’ แต่มันคือ ‘เงินมัดจำความหายนะ’ ที่เราต้องทยอยผ่อนจ่ายคืนด้วยคุณภาพชีวิตที่ย่ำแย่วนไป . #เมื่อการเมืองคือการลงทุนถอนทุนคืนจึงเป็นเรื่องปกติ . สิ่งที่น่ากลัวกว่าตัวเลขขาดทุน คือกลไกการทำงานของมัน ในทางธุรกิจไม่มีใครยอมขาดทุน นักการเมืองที่ทุ่มเงินหลายสิบล้านเพื่อซื้อเสียง ไม่ได้เข้ามาเพื่อรับเงินเดือนหลักแสน แต่เขาเข้ามาเพื่อ ‘ถอนทุนคืน’ พร้อมกำไร และแหล่งเงินเดียวที่จะถอนคืนได้ก็คือ ‘งบประมาณแผ่นดิน’ ที่ควรจะถูกนำมาสร้างท่อระบายน้ำที่ได้มาตรฐาน สร้างถนนที่แข็งแรง หรือพัฒนาระบบเตือนภัยอัจฉริยะ เมื่อเม็ดเงินก้อนนี้ถูกหักหัวคิวเพื่อไปโปะบัญชีที่จ่ายค่าซื้อเสียงไป สิ่งที่เราได้กลับมาจึงเป็นถนนลาดยางบางๆ ที่ใช้ไม่กี่เดือนก็พัง ท่อระบายน้ำที่อุดตันง่ายเพราะการก่อสร้างผิดสเปก หรือโครงการขุดลอกคลองทิพย์ที่มีแต่ป้าย นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไม ‘เงินซื้อเสียง’ ถึงกลายร่างเป็น ‘น้ำท่วม’ ได้ในที่สุด เพราะโครงสร้างพื้นฐานที่ควรจะปกป้องเรา ถูกกัดกินจนกลวงเปล่าไปตั้งแต่วันที่เราเดินเข้าคูหา . #บทเรียนจากความล้มเหลวฟิลิปปินส์กับวงจรปัญหาซ้ำซาก . เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ลองดูเพื่อนบ้านอย่าง ‘ฟิลิปปินส์’ ซึ่งเป็นกรณีศึกษาคลาสสิกเรื่องการเมืองแบบอุปถัมภ์ (Clientelism) ในอดีตฟิลิปปินส์ประสบปัญหาการซื้อเสียงที่รุนแรงมาก นักการเมืองท้องถิ่นใช้วิธีแจกเงินเพื่อแลกคะแนน ผลลัพธ์ที่ตามมาคือการทุจริตในโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคอย่างมโหฬาร เมื่อพายุไต้ฝุ่นพัดถล่ม (ซึ่งฟิลิปปินส์โดนประจำและหนักหน่วง) ถนนหนทางและเขื่อนป้องกันตลิ่งที่สร้างไว้แบบ ‘ลดสเปก’ ก็พังทลายลงอย่างง่ายดาย ส่งผลให้ประชาชนผู้รับเงินแจกเหล่านั้น ต้องสูญเสียบ้านและทรัพย์สินมูลค่ามหาศาล ยิ่งจนลงก็ยิ่งต้องรอรับเงินแจกใหม่ วนเวียนเป็นวงจรปัญหาที่ไม่จบสิ้น . #เลือกถูกคนเปลี่ยนเมืองได้จริง . แต่ถ้าเราเลือกที่จะปฏิเสธเงิน แล้วเลือกที่ ‘การลงมือทำ’ เมืองจะเปลี่ยนไปได้ขนาดไหน? ต้องข้ามทวีปไปดูที่ ‘กูรีตีบา’ (Curitiba) ประเทศบราซิล ในอดีตเมืองนี้คือกองขยะที่มีปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากไม่ต่างจากเรา แต่จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อชาวเมืองเลือก ‘ไจเม เลอร์เนอร์ - Jaime Lerner’ สถาปนิกผู้มีวิสัยทัศน์เข้ามาเป็นนายกเทศมนตรี สิ่งที่เขาทำไม่ใช่แค่การรู้วิธีแก้ปัญหา แต่คือการลงมือทำ ด้วยงบประมาณจำกัด แทนที่จะสร้างเขื่อนคอนกรีตมหาศาลเพื่อกินหัวคิว เขาเปลี่ยนพื้นที่ริมแม่น้ำให้เป็น ‘สวนสาธารณะแก้มลิง’ เพื่อรองรับน้ำหลาก ซึ่งใช้งบน้อยกว่าและทำได้เลย . อีกผลงานมาสเตอร์พีซคือการสร้างระบบ BRT (Bus Rapid Transit) หรือระบบรถเมล์ด่วนพิเศษวิ่งในเลนเฉพาะ จริงอยู่ที่กรุงเทพฯ บ้านเราก็มีระบบนี้ แต่ความต่างอยู่ที่กูรีตีบา ‘ทำถึง’ และ ‘ทำจริง’ จนกลายเป็นระบบขนส่งมวลชนที่ทรงประสิทธิภาพเหมือนรถไฟฟ้าใต้ดินแต่ลงทุนน้อยกว่ามหาศาล กลายเป็นต้นแบบให้ทั่วโลก ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้เพราะงบประมาณ ‘ทุกเม็ดเงิน’ ถูกใช้ไปกับ ‘การลงมือทำ’ ไม่ใช่ ‘ค่าหัวคะแนน’ และผู้นำไม่ต้องมัวพะวงกับการหาเงินมาใช้หนี้ที่กู้มาซื้อเสียง นี่คือหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดว่า การรู้ปัญหาใครๆ ก็รู้ แต่คนที่พร้อมลงมือแก้ปัญหาได้จริงๆ คือคนที่มือสะอาดและไม่มีพันธะทางการเมือง . ปรากฏการณ์ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า ภัยพิบัติทางธรรมชาติเราอาจห้ามไม่ได้ แต่ ‘ภัยพิบัติจากการบริหาร’ เราหยุดมันได้ การรับเงินซื้อเสียงจึงไม่ใช่แค่เรื่องของความดีความชั่ว แต่เป็นเรื่องของความอยู่รอด ปากกาด้ามเดียวในคูหาเลือกตั้งมีอานุภาพทำลายล้างวงจรอุบาทว์นี้ได้ หากเราเลือกที่จะ ‘ไม่ขาย’ โดมิโนตัวแรกแห่งหายนะก็จะไม่ล้มลง และโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแรงเหมือนกูรีตีบา ก็จะเกิดขึ้นได้ในเมืองของเราเสียที . อ้างอิง: Allen Hicken. Clientelism and vote buying in the Philippines. Hugh Schwartz. Urban Planning in Curitiba. __ #HatyaiConnext #CurioCity #HeartYaiComeback #HugHeartYai #ภัยพิบัติ #น้ำท่วมหาดใหญ่ #หาดใหญ่ #เลือกตั้ง69hatyaiconnext
  • CONTENT

ภัยพิบัติราคา ‘หลักพัน’ เมื่อ ‘เงินซื้อเสียง’ คือโดมิโนตัวแรก ที่ทำให้เมืองพังพินาศยิ่งกว่าน้ำท่วม

เรามักคุยกันเรื่อง…

หาดใหญ่เพิ่งผ่าน ICU จะฟื้นแบบไหนให้รอดจริง? เจาะลึก 3 ทางเลือกอนาคต จากวงคุย ‘ฟื้นร้าน ฟื้นย่าน ฟื้นเมือง’ . ท่ามกลางร่องรอยความเสียหายที่ยังคงปรากฏชัด เมื่อวันที่ 10 ม.ค. 69 ที่ผ่านมา ณ พื้นที่งาน ‘HeartYai Happens งานเล็กๆ ที่หัวใจใหญ่มาก’ วงคุย ‘ฟังเสียงประเทศไทย: ฟื้นร้าน ฟื้นย่าน ฟื้นเมือง’ ได้กลายเป็นพื้นที่ระดมสมองครั้งสำคัญที่ชวนคนหาดใหญ่ ผู้ประกอบการ และคนรุ่นใหม่ มาร่วมถอดบทเรียนและทดลองเลือก ‘ฉากทัศน์’ เพื่อมองเห็นอนาคตในการฟื้นฟูหาดใหญ่ร่วมกัน Key Takeaways นี้สรุปทุกประเด็นสำคัญ ตั้งแต่ความเสียหายจริงที่หนักกว่าข่าวออก ทางเลือกอนาคตที่คนหาดใหญ่ต้องตัดสินใจ และทางรอดที่เราต้องลงมือทำทันที . #บาดแผลของเมืองเมื่อหาดใหญ่เข้าขั้นICU . เรามักได้ยินคำปลอบใจว่าน้ำท่วมคือเรื่องปกติของหาดใหญ่ แต่ข้อมูลจริงชี้ว่าครั้งนี้สาหัสกว่าทุกครั้ง เพราะเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤตที่เริ่มจากปริมาณฝนสะสมสูงถึง 630 มม. ภายใน 72 ชม. สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 25,000 ล้านบาท แต่ความเจ็บปวดที่สุดคือ ‘จังหวะนรก’ ของ SME เพราะน้ำท่วมเกิดขึ้นในช่วงไฮซีซั่นที่ร้านค้าลงทุนสต็อกของไว้ขาย ทำให้ทุนจมหายไปกับตา ซ้ำร้ายยังติดกับดัก ‘Red Zone’ ที่สถาบันการเงินมองพื้นที่เศรษฐกิจหาดใหญ่เป็นพื้นที่เสี่ยงสูง จนไม่กล้าปล่อยกู้ ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยกว่า 60% เข้าไม่ถึงสินเชื่อฟื้นฟู (Soft Loan) สถานการณ์ตอนนี้จึงเปรียบเหมือน ‘คนป่วยที่เพิ่งผ่าตัดใหญ่แต่ขาดเลือดไปเลี้ยง’ ทำให้สภาพคล่องหยุดชะงักทันที . #3ฉากทัศน์อนาคตอีก2ปีเราจะเป็นแบบไหน . วงเสวนาได้จำลองภาพอนาคตออกมา 3 รูปแบบ เพื่อให้เห็นปลายทางของการตัดสินใจในวันนี้ เริ่มจากฉากทัศน์แรก ‘ต่างคนต่างซ่อม’ ภาพที่คุ้นตาที่สุด คือเมื่อน้ำลดแล้วตัวใครตัวมัน ควักเงินเก็บก้อนสุดท้ายมาซ่อมร้านแบบเร่งด่วน ผลลัพธ์คือความเสี่ยงยังอยู่บนโครงสร้างเดิม ระบบเตือนภัยรัฐเข้าไม่ถึงรายย่อย หากท่วมซ้ำ ร้านเล็กจะทยอยตายเพราะสายป่านขาด . ต่อมาคือฉากทัศน์ที่สอง ‘ตัวเล็กล้มเร็วลุกไว' ร้านค้าเริ่มปรับตัวเก่งขึ้น ลดสต็อกหน้าร้าน เน้นออนไลน์ โดยมีรัฐหนุนงบปรับปรุงอาคาร เช่น การยกพื้นสูง ผลลัพธ์คือ ‘ร้านรอด แต่ย่านเงียบ’ ธุรกิจอยู่ได้แต่เมืองขาดเสน่ห์ดึงดูด ต่างคนต่างทำ ขาดพลังระดับย่าน . ฉากทัศน์ที่สาม ‘ย่านเข้มแข็ง เมืองรับมือได้’ คือการรวมกลุ่มเป็นสมาคมหรือวิสาหกิจชุมชน แชร์ข้อมูล มีระบบเตือนภัยของย่าน และมี ‘กองทุนภัยพิบัติชุมชน’ ผลลัพธ์คือสามารถซ่อมแซมและกลับมาเปิดพร้อมกันได้ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง พร้อมทำ Branding ดึงนักท่องเที่ยวกลับมาได้ทันที . ซึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญในช่วงแรกก่อนเริ่มคุย คะแนนโหวตยังกระจายตัว แต่หลังจากได้แลกเปลี่ยนข้อมูล ผลโหวตรอบสุดท้ายเทคะแนนให้ ฉากทัศน์ที่ 3 สูงถึง 62.5% สะท้อนว่าคนหาดใหญ่ไม่ได้ต้องการสู้ลำพัง แต่ต้องการ ‘ระบบที่ร่วมมือกัน’ อย่างแท้จริง . #กับดักที่ต้องก้าวข้ามทำไมเรายังติดอยู่ในลูปเดิม . สาเหตุที่เรายังไปไม่ถึงฝัน เพราะติดอยู่ในกับดักหลายด้าน ทั้ง ‘กับดักแหล่งเงินทุน’ ที่ SME ต้องการเงินด่วน แต่กลไกการเงินกลัวความเสี่ยงทำให้การช่วยเหลือล่าช้า ‘กับดักโครงสร้าง’ จากผังเมืองรวมหาดใหญ่ที่หมดอายุไปนานนับ 10 ปี ซ้ำเมืองยังตั้งขวางทางน้ำธรรมชาติ และ ‘กับดักการสื่อสาร’ ที่แม้หาดใหญ่จะมีคนเก่งเยอะ แต่ขาดเวทีกลางในการเชื่อมข้อมูล ทำให้พลังกระจัดกระจาย ต่างคนต่างทำ . #ทางออกและการรีเซ็ตเมือง . ถึงเวลาต้องคิดใหม่ในเชิงระบบ ไม่ใช่แค่ซ่อมให้เหมือนเดิม เริ่มจากการ ‘ออกแบบเมืองให้อยู่กับน้ำ’ โดยเน้นการปรับปรุงอาคารชั้นล่างให้โล่ง โปร่ง ใช้วัสดุทนน้ำ หรือ ‘Soft Floor’ ควบคู่ไปกับการเลือกใช้ ‘Street Furniture’ เฟอร์นิเจอร์ริมทางที่ทนทาน เคลื่อนย้ายง่าย เพื่อลดความเสียหายและคืนสภาพเมืองให้เร็วที่สุด และการสร้าง ‘Skywalk Network’ เครือข่ายทางเดินลอยฟ้า ให้เศรษฐกิจเดินต่อได้แม้น้ำท่วมถนน . ถัดมาคือ ‘ระบบเตือนภัยอัจฉริยะจากข้อมูลพลเมือง’ ต้องเลิกรอประกาศเหวี่ยงแหจากส่วนกลาง แต่สร้างระบบฐานข้อมูลกลางของหาดใหญ่ที่มาจาก Citizen Data หรือข้อมูลที่ภาคประชาชนช่วยกันเก็บผ่านเซนเซอร์ระดับชุมชน เพื่อการแจ้งเตือนที่แม่นยำระดับ ‘ซอยต่อซอย’ ล่วงหน้า 3-5 วัน ปิดท้ายด้วยการ ‘สร้างพื้นที่เศรษฐกิจสำรอง & จุดขายใหม่’ โดยขยาย ‘ไข่แดง’ ไปสู่พื้นที่ที่สูงกว่า (High Ground) เช่น โซนควนลัง เพื่อเป็น Safe Zone และเลิกกินบุญเก่าเมืองชายแดน พลิกโฉมสู่เมือง Wellness หรือ Creative City ดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ (Quality Tourists) แทน . #บทสรุปมติแห่งความหวัง . ผลโหวตที่เทไปทาง ‘ย่านเข้มแข็ง’ คือเสียงตะโกนที่บอกว่า คนหาดใหญ่เหนื่อยแล้วกับการสู้อย่างโดดเดี่ยว เราต้องการระบบนิเวศใหม่ที่ ‘เพื่อนช่วยเพื่อน’ และ ‘เมืองช่วยย่าน’ การฟื้นฟูครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่คือภารกิจร่วมกันของคนหาดใหญ่ทุกคน ที่จะเปลี่ยนบทเรียนราคาแพง ให้กลายเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งเพื่ออนาคต . เกี่ยวกับวงคุย "ฟังเสียงประเทศไทย" . รายการนี้จัดโดย Thai PBS เน้นกระบวนการ Deliberative Democracy (ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ) นำเสนอชุดข้อมูลและฉากทัศน์ (Scenarios) เพื่อให้ประชาชนร่วมแลกเปลี่ยนและออกแบบอนาคตอย่างใช้ปัญญา ไม่ใช่แค่การร้องเรียนปัญหา บรรยากาศเป็นเวทีเปิดแบบ ‘กึ่งออร์แกนิค’ เปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไป หรือผู้ค้าในละแวกนั้น สามารถเดินเข้ามา ‘จับไมค์’ แชร์ความทุกข์ร้อนหน้างานได้ทันที โดยมีผู้เข้าร่วมสำคัญ ได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และผู้ประสบภัยจริง . อ้างอิง เอกสารประกอบวงเสวนา ฟังเสียงประเทศไทย เรื่องฉากทัศน์เมืองหาดใหญ่ __ #HeartYaiHappens #HeartYaiComeback #HugHeartYai #CurioCity #HatyaiConnext #หาดใหญ่ #ฟังเสียงประเทศไทย #ฟื้นร้านฟื้นย่านฟื้นเมือง #แลต๊ะแลใต้ #ThaiPBShatyaiconnext
  • CONTENT

หาดใหญ่เพิ่งผ่าน ICU จะฟื้นแบบไหนให้รอดจริง? เจาะลึก 3 ทางเลือกอนาคต จากวงคุย ‘ฟื้นร้าน ฟื้นย่าน ฟื้นเมือง’

ท่ามกลางร่องรอยควา…

Prev
1 … 16 17 18 19 20 21 22 23
Next

Fusce dignissim blandit justo, eget elementum risus tristique. Nunc lacus lacus, sit amet accumsan est pulvinar non praesent tristique enim lorem.

Site Menu

  • Services
  • Our Team
  • Pricing Plans
  • We are Hiring
  • Privacy Policy

Useful Links

  • Introduction
  • About Us
  • App Features
  • Pricing Plans
  • Cookie Policy

Contact Us

Phone: (+63) 555 1212
Fax: (+63) 555 0100

Need help or have a question?
Contact us at: info@mail.com

Copyright © 2026 - WordPress Theme by CreativeThemes